คัดค้านสุดตัว!! ปม "สำนักพุทธฯ" ให้เอกชนเช่าพื้นที่วัดร้าง อายุกว่า ๗๐๐ ปี สร้างโรงแรม!!

ศาสนา
โดย เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

 

               กรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาให้เอกชนเช่าที่ดินวัดต้นปูน (ร้าง) ซึ่งเคยเปิดเป็นโรงเรียนแต่ปิดไปหลายปีแล้ว แต่ล่าสุดได้ผู้เช่าใหม่ และน่าเป็นห่วงว่าจะเปิดเป็นโรงแรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

 

 

 

 

             โดยผู้ใช้เฟสบุ๊ค Namfar Takonkit ครูภาษาไทยและนักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่สำนักพระพุทธศาสนาให้เอกชนเช่าที่ดินวัดต้นปูน และเกรงว่า จะเปิดเป็นโรงแรมในเขตพื้นที่ของวัด โดยระบุข้อความว่า

 

 

 

 

               จะขอคัดค้านให้ถึงที่สุด สำนักพุทธจะให้เอกชนเช่าพื้นที่วัดร้างในเชียงใหม่อายุ ๗๐๐ ปี เพื่อสร้างโรงแรม(โรงเรียนเพื่อการโรงแรม มันคือโรงแรมนั่นแหละค่ะ เหมือนตามมหา'ลัยต่างๆ ที่มีเอกการโรงแรม เขาจะมีโรงแรมที่เปิดให้คนเข้าพักจริงๆ แล้วให้นักศึกษาไปสังเกตการณ์ หลักๆมันคือโรงแรม เราไม่ให้สร้างค่ะ ไปกิน ไปขี้ ไปปี้ ไปนอน อยู่ในเขตพุทธาวาส )

 

               ค้านสุดตัว!!! วัดและชาวชุมชนล่ามช้าง ไม่เห็นด้วยกรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาให้เอกชนเช่าที่ดินวัดต้นปูน(ร้าง) ซึ่งเคยเปิดเป็นโรงเรียนแต่ปิดไปหลายปีแล้ว แต่ล่าสุดได้ผู้เช่าใหม่ และน่าเป็นห่วงว่าจะเปิดเป็นโรงแรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะเห็นว่าที่ดินตรงนี้ควรจะถูกใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าแสวงหาผลกำไรหรือการค้า โดยวัดพร้อมจะจ่ายเงินค่าเช่าให้ด้วย เพราะเช่าแค่ปีละ ๖ หมื่นบาทเท่านั้น

 

                 ขณะนี้ชาวบ้านในชุมชนล่ามช้าง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กำลังวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมและเกิดความไม่พอใจอย่างยิ่งจากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเวลานี้มีเอกชนรายหนึ่งกำลังยื่นขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินพื้นที่เกือบ ๒ ไร่ ที่เคยเป็นโรงเรียนอนุศึกษา ที่ตั้งอยู่ติดกับวัดล่ามช้าง ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นวัดร้างชื่อวัดต้นปูน และเป็นที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยให้เอกชนเช่าใช้ประโยชน์ และในสัญญาเช่ามีการระบุวัตถุประสงค์ด้วยว่าเพื่อประกอบกิจการโรงเรียน แต่ปรากฏว่าเอกชนรายเดิมน่าจะมีการขายสิทธิ์การเช่าให้กับเอกชนรายใหม่ และมีการยื่นขออนุญาตก่อสร้างโรงแรม ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นวัดร้าง หากไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นโรงเรียนแล้ว ควรจะใช้ประโยชน์สาธารณะมากกว่านำไปแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์

                 พระครูปลัดอานนท์ วิสุทโธ เจ้าอาวาสวัดล่ามช้าง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นวัดร้างชื่อว่าวัดต้นปูน ที่ในอดีตเป็นที่ดินแปลงเดียวกับวัดล่ามช้าง ซึ่งต่างเป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่อายุ ๗๐๐ ปี แต่เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีผู้มาขอเช่าใช้ที่ดินดังกล่าวจากทางวัดเพื่อทำเป็นโรงเรียนโดยที่อดีตเจ้าอาวาสเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่จะให้ลูกหลานมีที่เรียนใกล้บ้าน จึงยินยอม และยังให้การสนับสนุนต่างๆ กับทางโรงเรียนด้วย เช่น ให้เงินสร้างอาคาร เป็นต้น กระทั่งประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๕๘ โรงเรียนดังกล่าวได้มีการปิดตัวลงและมีการเปลี่ยนผู้เช่าเป็นรายใหม่ที่เช่าที่ดินนี้จากสำนักงานพระพุทธศาสนาที่เป็นผู้ดูแลบริหารจัดการแทนกรมการศาสนา ซึ่งช่วงนั้นพบว่าผู้เช่ารายใหม่มีความพยายามที่จะเปิดกิจการโรงแรมแทนโรงเรียน แต่ชาวบ้านในชุมชนคัดค้าน จึงได้มีการยุติลงไป

 

 

 

             โดยต่อมาเมื่อปี ๒๕๖๐ พบว่าลงประกาศโฆษณาในโซเชียลมีเดียอีกว่า ให้เช่าที่ดินแปลงดังกล่าว ระยะยาว ๓๐ ปี ในราคา ๓๐ ล้านบาท หรือซื้อสิทธิ์การเช่าในราคา ๕๐ ล้านบาท ระบุว่า ที่ดิน ๑ ไร่ ๓ งาน ๕๔ ตารางวา พร้อมอาคาร ๗ หลัง ที่กำลังปรับปรุงเป็นโรงแรมที่พัก ซึ่งชาวบ้านได้ทักท้วงและคัดค้านอีกครั้งจนเรื่องเงียบไป จนกระทั่งล่าสุดมีข้อมูลว่าขณะนี้ที่ดินแปลงดังกล่าวมีผู้เช่ารายใหม่แล้ว และได้ยื่นเรื่องขออนุญาตก่อสร้างกับเทศบาลนครเชียงใหม่แล้วแจ้งว่าจะก่อสร้างอาคารเพื่อเป็นโรงเรียนสอนการโรงแรม ซึ่งชาวบ้านที่ทราบเรื่องต่างเกิดความเคลือบแคลงสงสัยและข้องใจอย่างมาก โดยไม่เชื่อว่าจะมีการเปิดเป็นโรงเรียนสอนการโรงแรมอย่างที่แจ้ง และต้องการให้มีการตรวจสอบในเรื่องนี้

 

               ทั้งนี้เจ้าอาวาสวัดล่ามช้าง กล่าวว่า ที่ผ่านมาในช่วงที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวปิดตัวลง ทางวัดเคยพยายามที่จะขอเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะเสียค่าเช่าเพียงปีละประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น เพื่อใช้ประโยชน์ทางศาสนาและชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ เพราะทั้งวัดล่ามช้างและวัดต้นปูนต่างเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพญามังราย สร้างเมืองเชียงใหม่ และกำลังมีการผลักดันให้เชียงใหม่เป็นเมืองมรกดกโลก แต่ได้รับการปฏิเสธจากสำนักงานพระพุทธศาสนา อ้างว่าผู้เช่ารายเดิมยังไม่หมดสัญญา ซึ่งไม่เข้าใจว่าแล้วเหตุใดในเวลาต่อมาจึงมีการเปลี่ยนผู้เช่าได้ และเตรียมจะมีการสร้างเป็นโรงเรียนสอนการโรงแรมด้วย โดยเบื้องต้นทางชุมชนล่ามช้างและวัดต้องการเรียกร้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนา ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการให้เช่าที่ดินวัดร้างดังกล่าว เพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งได้มีการทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วและอยู่ระหว่างการรอคำตอบ

 

              รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น เมื่อช่วงเดือน พ.ค.๒๕๖๐ เคยมีผู้นำไปโพสต์โฆษณาขายสิทธิ์การเช่าลงในโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ให้เช่าระยะยาว ๓๐ ปีในราคา ๓๐ ล้านบาทหรือซื้อสิทธิ์การเช่าในราคา ๕๐ ล้านบาท ที่ดิน ๑ ไร่ ๓ งาน ๕๔ ตารางวา พร้อมอาคาร ๗ หลัง ที่กำลังปรับปรุงเป็นโรงแรมที่พัก ตรงข้ามวัดล่ามช้าง ใกล้ตลาดสมเพชร กลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลในเวลานั้นกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าการนำที่ดินดังกล่าวไปลงประกาศในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของวัดต้นปูน(ร้าง) ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทางเอกชนได้เช่าใช้ประโยชน์ รวมทั้งในสัญญาเช่ามีการระบุวัตถุประสงค์ด้วยว่าเพื่อประกอบกิจการโรงเรียน ดังนั้นการจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นย่อมไม่สามารถทำได้ และหากเป็นการผิดสัญญาทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถทำการยกเลิกสัญญาได้

 

 

 

 


 

วัดต้นปูน

 

              ประวัติโดยย่อจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุชาวบ้านล่ามช้างและจากหนังสือวัดร้างในเมืองเชียงใหม่ เรื่อง วัดต้นปูนหรืออีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกอีกอย่างว่าวัดเตาปูนสันนิษฐานว่าครั้งเมื่อพระยามังรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่นั้นบริเวณนั้นเป็นที่สำหรับเผาปูนซีเมนต์สำหรับใช้ก่อสร้างเมืองเชียงใหม่ปูนในสมัยนั้น ทำจากปูนขาวที่หาได้จากธรรมชาตินำมาเผา และตำผสมกับน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำมันละหุ่ง น้ำมันที่ทำจากยางไม้ ชนิดต่างๆ นำมาตำให้เข้ากันแล้วนำไปใช้ก่อสร้างวัดวาอารามเช่นการปั้นลวดลายต่างๆ ปั้นพระพุทธรูป และยังเป็นที่เผาอิฐหรือที่ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ดินกี่ นั่นเองโดยมีคำบอกเล่าจาก พระครูสิทธิวรเวช ( ครูบาสิงห์ กญจโน ) อดีตเจ้าอาวาสวัดล่ามช้าง บริเวณหน้าวัดล่ามช้างมีหนองน้ำขนาดใหญ่มากนั้นก็เกิดจากการขุดเอาดินขึ้นมาทำอิฐเพื่อก่อสร้างเมือง วัดวาอารามต่างๆ จนต้องเอาช้างมาล่ามไว้เพื่อกินน้ำ อาบน้ำ เพราะสถานที่เป็นวัดต้นปูนนั้นไม่ไกลจากที่ประทับของพระญามังรายซึ่งอยู่บริเวณวัดเชียงมั่น ในปัจจุบันพอสร้างเมืองเชียงใหม่แล้วเสร็จ สถานที่ที่ใช้เป็นที่เผาทำปูนซีเมนต์สร้างเมืองนั้น จึงสร้างเป็นวัดชื่อว่าวัดต้นปูน หรืออาจจะเพี้ยนมาตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน และอดีตเจ้าอาวาสวัดล่ามช้างว่า เดิมอาจจะชื่อว่า วัดเตาปูนก็เป็นได้

 

                สถานที่เลี้ยงช้างทรงพระญามังราย ชื่อช้างพระญาพลายมงคลนั้นก็สร้างเป็นวัด ชื่อวัดล่ามช้างมาจนถึงปัจจุบัน พอมาถึงยุคหนึ่งวัดต้นปูนเกิดร้างไป เพราะภาวะบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะสงครามขาดการดูแลเอาใจใส่ ชาวบ้านจึงอัญเชิญพระพุทธรูปทั้งพระประธาน และพระองค์น้อยองค์ใหญ่ไปประดิษฐ์ฐานไว้ที่วัดล่ามช้างที่มีกำแพงติดกัน และสถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นวัดร้าง ชาวบ้านล่ามช้างจึงใช้ทำเป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆของวัดล่ามช้าง และกิจกรรมของชาวบ้านมาตั้งแต่อดีต จนถึงสมัยหนึ่งชุมชนบ้านล่ามช้างไม่มีโรงเรียนให้เด็กบุตร หลาน ของตนได้เรียนใกล้บ้านจึงมีมติร่วมกันของชาวบ้านและวัดล่ามช้างโดยพระครูสิทธิวรเวชอดีตเจ้าอาวาสในขณะนั้นมอบหมายให้ นางสาวประไพ ระเบ็ง ซึ่งเปิดโรงเรียนเด็กเล็กที่ชุมชนหนองหล่ม ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ย้ายมาเปิดในที่วัดต้นปูน ( ร้าง ) ในชื่อโรงเรียนอนุศึกษา เปิดทำการเรียนการสอนราวประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ภายใต้การอุปถัมภ์จากวัดล่ามช้างอันเห็นได้จากการที่หลวงพ่อพระครูสิทธิวรเวช ได้สร้างอาคารเรียนคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวน ๑ หลัง ราคาประมาณสองล้านบาท ซึ่งก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และสร้างสาธารณูปโภคต่างๆหลายรายการ เพราะเล็งเห็นความสำคัญว่าการเรียนของเด็กๆในบ้านล่ามช้าง และทั่วไปนั้นสำคัญมาก แม้จะเป็นโรงเรียนเอกชนก็ให้ความสำคัญ เพราะเป็นโรงเรียนในชุมชนในบ้านล่ามช้าง ชาวบ้านจึงช่วยกันอุปถัมภ์ร่วมกับวัดมาตลอดหลายสิบปี บัดนี้โรงเรียนได้ประกาศเลิกกิจการไปแล้ว

 

 

               ความห่วงใยของชาวบ้านล่ามช้าง และชุมชนล่ามช้างนั้นเกรงการเข้ามาของเอกชน ซึ่งอาจจะนำพื้นที่ไปใช้ในภาคธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบกับวัดล่ามช้างซึ่งอยู่ติดกันมาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นวัดมาก่อน และผลกระทบต่อชาวบ้านเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านได้อนุรักษ์ไว้มาหลายสิบปีโดยการทำเป็นโรงเรียน แต่ด้วยเหตุที่จำนวนนักเรียนมีน้อยจึงต้องหยุดกิจการ ด้วยเหตุนี้วัดล่ามช้าง และชาวชุมชนจึงต้องหาวิธีป้องกันพื้นที่ประวัติศาสตร์อันมีมายาวนานคู่กับเมืองเชียงใหม่ และคู่กับบ้านล่ามช้าง ชุมชนล่ามช้างมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง เพราะวัดล่ามช้างนั้นนอกจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พอสืบค้นได้นั้น มีวัดร้างที่อยู่ในพื้นที่วัดล่ามช้าง คือ วัดต้นปูนหรือเตาปูน ตั้งอยู่ติดกันบริเวณด้านทิศเหนือของวัด และวัดป่าไผ่ ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดล่ามช้าง

 

 

ขออบคุณข้อมูลจาก : เฟสบุ๊ค Namfar Takonkit

ขอบคุณคลิปจาก :  กูรู

 

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง