ครั้งเมื่อ สื่อดังต่างชาติ บุกหา หลวงปู่แหวน เพื่อสอบถาม เรื่องราวอัศจรรย์

ประวัติศาสตร์
โดย ปิยะนัย เกตุทอง วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ครั้งเมื่อ สื่อดังต่างชาติ บุกหา หลวงปู่แหวน เพื่อสอบถาม เรื่องราวอัศจรรย์

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "หลวงปู่แหวน สุจิณโณ" นั้นเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  แต่สิ่งที่ทำให้หลวงปู่แหวนเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั้งประเทศนั้นหาใช่วัตรปฏิบัติทางธรรมของท่านไม่ หากแต่เป็นเรื่องของอภินิหาร  และอภินิหารอันเป็นที่โจษจันมากที่สุดก็คือกรณี "หลวงปู่แหวนเหาะได้" นั่นเอง

จากเหตุการณ์ที่นายทหารคนหนึ่งพบเห็นพระภิกษุชราลอยอยู่บนก้อนเมฆขณะกำลังขับเครื่องบินเหนือน่านฟ้า และได้ตามหาตัวจนกระทั่งพบว่าเป็นหลวงปู่แหวนในเวลาต่อมานั้น เหตุการณ์อัศจรรย์นี้มิได้เป็นที่โจษจันกล่าวขานเฉพาะในหมู่ชาวพุทธไทยเท่านั้น เพราะเมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูสื่อฝรั่งต่างชาติเข้าก็ถึงขนาดต้องส่งนักข่าวมาทำสกู๊ปข่าวกันเลยทีเดียว  สื่อที่ว่านี้ก็คือ "เอเชียแมกาซีน" ซึ่งได้ส่งนายชาร์ลส์ บราวส์ มาทำข่าวและเขียนเป็นบทความขึ้นมา  บทความชิ้นนี้เขียนไว้ว่า

 

 

"ความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องธรรมดาในเมืองไทย เพราะที่นี่มีผีและวิญญาณอยู่ทุกหนทุกแห่ง  ไม่ว่าจะปลูกบ้าน เดินทางไปเมืองนอก หรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมีผู้ชำนาญการคอยช่วยชี้แนะ เช่น โหร คนเข้าทรง ฯลฯ  แม้แต่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็มีหลายรูปที่มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้เล่าถึงกัน  หนึ่งในบรรดาพระสงฆ์นั้นก็คือ 'หลวงปู่แหวน' ซึ่งผู้สื่อข่าวได้บรรยายให้เห็นถึงภาพพจน์ที่คละเคล้าด้วยเรื่องราวที่แสดงถึงอารมณ์ขัน ความน่าเชื่อถือ ความเคารพศรัทธา และความรู้สึกเชื่อครึ่ง-ไม่เชื่อครึ่ง ตลอดจนปรัชญาของท่าน

"คณะของเรามีเจ็ดคน คือ แพทย์สี่ พยาบาลหนึ่ง ช่างภาพสอง (เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ถ่ายภาพของหลวงปู่แหวนเพื่อนำไปติดไว้ที่อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลนครเชียงใหม่)  ปีนี้หลวงปู่แหวนอายุ ๙๒ ปี  ท่านยังสุขภาพดี แต่ตาเจ็บ คณะแพทย์จึงต้องเดินทางไปตรวจรักษา  วัดอยู่ในหมู่บ้านดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เหนือเชียงใหม่ไปร้อยกิโลเมตร  ประชาชนเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่แหวนเมื่อห้าปีมานี้เอง  ผู้เขียนเอง (ชาร์ลส์ บราวส์) ยังไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน  ชาวบ้านในแถบนั้นเชื่อว่าท่านเป็นอรหันต์ เพราะท่านมีเมตตาธรรมต่อพวกเขามาก  แต่ความจริงแล้ว หากไม่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้ว คนในอำเภอพร้าวก็คงจะไม่มีใครได้ยินชื่อหรือรู้จักหลวงปู่แหวนอย่างในตอนนี้เลย

"เรื่องมีอยู่ว่า  นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่ง ขณะบินอยู่นั้น (ผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้า ปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) เขาก็สังเกตเห็นพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบิน  แน่ละ...เขาคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจึงเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป  นักบินคนนั้นกางแผนที่สำรวจว่าบริเวณนั้นคือที่ไหน ก็พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋ง  เขาเดินทางไปที่นั่นและสอบถามชาวบ้านจนได้รู้ว่าหลวงปู่แหวนเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากที่สุด  เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นรูปเดียวกันกับที่เขาเห็น

 

 


"ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่แหวนก็กลายเป็นพระที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ  ผู้คนต่างพากันเดินทางไปนมัสการและอยากจะพบตัวท่าน  รูปภาพและเหรียญรูปเหมือนของท่านก็มีขายทุกหนทุกแห่ง  ในวันที่ผู้เขียนไปถึงนั้นมีรถโดยสารขนาดใหญ่สองคัน แต่เจ้าอาวาสไม่ให้ใครเข้าพบหลวงปู่แหวน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นที่เข้าใจกันได้ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านแก่ชรามากแล้ว และต้องการพักผ่อน  หากใครอยากพบเห็นก็ให้มาแต่เช้า ฯลฯ  ผู้เขียนจะไม่เล่าเรื่องนี้ในรายละเอียด  แต่เป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ได้ยินคนที่มาวัดแล้วไม่ได้พบหลวงปู่แหวนพูดกันว่า เจ้าอาวาสลั่นกุญแจขังท่านไว้ในห้อง

"อย่างไรก็ดี  คณะของผู้เขียนได้เข้าพบหลวงปู่แหวนในห้อง แล้วช่วยกันประคองท่านออกมาที่นอกชานเพื่อถ่ายรูป นั่นนับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเห็นหลวงปู่แหวนและได้เห็นอย่างใกล้ชิด แต่ขอบอกถึงความรู้สึกจริง ๆ ว่าไม่ได้เห็นว่าท่านมีอะไรพิเศษ  ระหว่างที่ช่างถ่ายรูปนานถึงครึ่งชั่วโมงนั้น ท่านก็นั่งเฉย ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ตาก็ไม่กะพริบ ทุกอย่างนิ่ง จนผู้เขียนนึกประหลาดใจว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ... เวลาผ่านไปสักพัก ผู้เขียนและเพื่อนรู้สึกเบื่อจึงออกไปดูสถานที่ซึ่งสร้างใหม่เพื่อตั้งหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวน

 

 

"เรื่องหุ่นขี้ผึ้งนี้หวังว่าผู้อ่านจะเคยอ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์กันบ้างแล้ว

"เรื่องหุ่นนี้เล่ากันว่า  นายแพทย์คนหนึ่งป่วย และเขาได้กราบขอให้หลวงปู่แหวนช่วย ผลก็คือเขาหาย เพื่อแสดงความกตัญญูและทำบุญพร้อมกันไปด้วย เขาจึงจ้างช่างปั้นจากพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซแห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปั้นรูปเหมือนหลวงปู่แหวน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเขาคงปั้นจากรูปถ่าย  นายแพทย์คนนี้รวย เขาจ้างปั้นในราคาหนึ่งล้านบาท  แต่ทางพิพิธภัณฑ์ตกลงปั้นให้ในราคาครึ่งหนึ่ง โดยขอปั้นหุ่นหลวงปู่อีกองค์หนึ่งเพื่อตั้งไว้ที่กรุงลอนดอน  แล้วในวันที่หุ่นนี้เดินทางมาถึงเชียงใหม่ก็มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น นั่นคือ ทันทีที่เครื่องบินจอด ฝนซึ่งกำลังตกก็หยุด แดดออกจ้า และอากาศสดใส

"บัดนี้หุ่นขนาดเท่าตัวจริงของหลวงปู่แหวนตั้งอยู่ในห้องพิเศษ  และท่านผู้อ่านรู้ไหม... เมื่อผู้เขียนเห็นรูปปั้นนั้นก็รู้สึกว่านั่นคือตัวหลวงปู่แหวนจริง ๆ คือมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แม้แต่เล็บก็ขาวสะอาด สัดส่วนทุกอย่างเหมือนจริงมากที่สุด  เพื่อนร่วมคณะก็รู้สึกอย่างนั้น จนเราสงสัยกันว่าองค์ไหนเป็นคนที่มีชีวิตกันแน่!

"เมื่อช่างภาพถ่ายรูปหลวงปู่แหวนเสร็จแล้ว คณะของเราก็เดินทางกลับเชียงใหม่ ผู้เขียนรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยจึงอดถามปนเย้าแหย่นายแพทย์คนที่ตรวจสุขภาพของหลวงปู่แหวนไม่ได้ว่า เขาคิดว่าหลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

"นายแพทย์คนนั้นตอบว่า เขาเองก็นึกสงสัยเช่นกัน เมื่อตอนที่อยู่ตามลำพังกับหลวงปู่แหวน เขาอยากจะทดสอบว่าท่านยังปกติดีหรือไม่ เขาจึงพูดขึ้นลอย ๆ ว่า 'สมัยหลวงปู่ยังหนุ่ม ออกธุดงค์บำเพ็ญสมาธิในป่า เมื่อพระจะบำเพ็ญเพียร ศึกษาสมาธิ ปฏิบัติธรรม ต้องธุดงค์เข้าป่าในหน้าแล้งเพื่อแสวงหาวิเวกสถาน' (นายแพทย์คนนี้หลวงปู่แหวนรู้จักมาก่อน)  ผลปรากฏว่าหลวงปู่แหวนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำว่า 'เจ้าก็เคยบวชเป็นพระ แล้วยังมาถามอีก!'  คำตอบเช่นนี้ทำให้คณะของเรายอมรับว่าจิตของหลวงปู่แหวนยังตื่นอยู่

"แต่ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นก็คือ  นายแพทย์อีกคนหนึ่งเล่าว่า เขาเองเคยอยากรู้เป็นที่สุดว่าเรื่องที่นักบินเห็นหลวงปู่แหวนนั่งสมาธิอยู่ในอากาศนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ จึงกราบเรียนถามว่าเป็นความจริงหรือที่ว่าหลวงปู่แหวนเหาะได้

"หลวงปู่แหวนไม่เคลื่อนไหวอะไร ไม่แสดงความรู้สึก ตาก็ยังหลับ แต่ริมฝีปากขยับนิดหนึ่ง พอมองเห็น และน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชัดถ้อยชัดคำ ตอบว่า... 'เธอคิดว่าฉันเป็นนกหรือ?!!' "

 

 

อ้างอิง : หนังสือที่ระลึก "อาคารสุจิณโณ" คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง