ตำนานวาจาสิทธิ์ หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต พิจิตร

ศาสนา
โดย ศักดิ์ศรี บุญรังศรี วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ตำนานวาจาสิทธิ์ หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต พิจิตร

วาจาสิทธิ์ หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต พิจิตร
ทายกยักยอกเงินก่อสร้างอุโบสถ

ช่วงที่หลวงพ่อเขียนจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู ปี พ.ศ.๒๔๗๑ หลวงพ่อพร้อมด้วยทายกทายิกา ได้ช่วยกันออกทุนทรัพย์ตามกำลังศรัทธาหาเงินสร้างอุโบสถ กำแพงแก้ว ซุ้มประตูและเจดีย์ ตัวอุโบสถนั้นเพียงแต่ก่ออิฐ ยังไม่ได้ฉาบปูน โดยมอบให้ทายกผู้หนึ่งเป็นผู้เก็บรักษาเงินและบัญชี ทายกผู้นั้นได้ยักยอกเงินก่อสร้างอุโบสถไปใช้ซื้อไร่ซื้อนา ปลูกสร้างบ้านเรือนใหม่ และทำลายหลักฐานบัญชีเดิมและปลอมแปลงบัญชีขึ้นมาใหม่ เมื่อหลวงพ่อเรียกเงินจากทายกผู้นั้นเพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าแรงงานของช่างก่อสร้าง ทายกผู้นั้นกลับปฏิเสธว่าเงินที่ตนเก็บไว้นั้นได้เบิกจ่ายไปหมดบัญชีแล้ว ทำให้การก่อสร้างอุโบสถหยุดชะงักไป ชาวบ้านรู้เรื่องเข้ามาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกชาวบ้านว่า

"ใครมันโกงเงินสร้างโบสถ์ ไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น เป็นต้องคลานขี้คลานเยี่ยว มันจะต้องฉิบหายวายวอด ในที่สุดมันจะต้องถือกะลาขอทานเขากิน มันไม่จำเริญสักคนหรอกน่อ"

 

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

 

อยู่มาไม่นานครอบครัวของทายกผู้นั้นก็เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาพร้อมกัน คันลูกนัยน์ตา รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ผลที่สุดก็ตาบอดกันทุกคน หลานที่เกิดมาก็เสียลูกนัยน์ตาคนละข้าง ต้องทนทุกข์ทรมานคลานขี้คลานเยี่ยว เงินทองที่มีอยู่ก็นำมารักษาตัวจนหมดสิ้น ถึงกับต้องขายไร่ขายนาจนหมด สิ้นเนื้อประดาตัว ลูกหลานต้องจูงไปขอทานเขากิน ระหกระเหินเร่ร่อนไป ตามที่หลวงพ่อพูด และไม่ปรากฏว่ามีวงศ์วานว่านเครือของทายกผู้นั้นสืบเชื้อสายอยู่ที่ตำบลวังตะกูแม้แต่คนเดียว

 

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

 

หมีควายของหลวงพ่อลงอาบน้ำในโอ่งของชาวบ้าน

ตามปกติหมีของหลวงพ่อจะถูกขังกรงไว้เพราะความซุกซนของมัน แต่บางครั้งมันก็จะแหกกรงออกไปเที่ยว ดีที่มันเชื่องไม่ทำอันตรายผู้ใด

วันหนึ่งเจ้าหมีควายตัวนี้ได้แหกกรงหนีออกไปเที่ยวที่บ้านของชาวบ้านผู้หนึ่งและลงอาบน้ำในโอ่งใหญ่ซึ่งมีน้ำอยู่ค่อนโอ่ง เมื่อลงไปแล้วจะขึ้นจากโอ่งก็ขึ้นลำบาก มันจึงดิ้นอย่างแรง ทำให้โอ่งแตกกระจาย เจ้าของบ้านกลับมาเห็นเข้า ด้วยความโมโห จึงคว้าไม้ได้ขนาดเหมาะมือกระหน่ำตีหลายที เจ้าหมีก็มิได้ต่อสู้แต่อย่างใดวิ่งหนีกลับวัดโดยเร็ว

ครูเจริญ อาจอง กรรมการวัดเห็นเหตุการณ์โดยตลอดได้ไปเล่าให้หลวงพ่อฟังด้วยความขบขัน หลวงพ่อได้พูดกับครูเจริญว่า

"มันตีหมีกูได้น่อ โอ่งมันราคาสักเท่าไร อย่างนี้ต้องเอาตำรวจจับดีน่อ"

วันรุ่งขึ้นเจ้าของโอ่งได้ชักชวนเพื่อนบ้านมาเล่นการพนันไพ่ตองและถูกตำรวจจับฐานลักลอบเล่นการพนัน

 

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

 

ม้าหลวงพ่อถูกยิง

อยู่มาวันหนึ่งเจ้าเขียวยักษ์หลุดเชือกไปกินข้าวในนาของทายกนวม ทายกนวมโมโหจึงคว้าปืนมายิงด้วยลูกเก้า ลูกปืนถูกเจ้าเขียวยักษ์ทุกเม็ดแต่เจ้าเขียวยักษ์ไม่เป็นอะไรเลย ฝ่ายนางมา ภรรยาทายกนวม ด้วยความโมโหไปยืนด่าว่าหลวงพ่อด้วยถ้อยคำหยาบคาย หลวงพ่อจึงบอกว่า

"มึงทำเป็นด่ากูดีไปเถอะ ระวังปากมึงจะเน่า"

ต่อมานางมาเกิดล้มป่วยปากเน่าถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ หลวงพ่อเกิดความเวทนาสงสาร จึงใช้ให้นางขาวภรรยาตาแป๊ะหลีไปบอกนางมาให้นำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาหลวงพ่อ นางมารีบปฏิบัติตามที่หลวงพ่อบอก ไม่นานก็หายเป็นปกติ นางมากลัวเกรงนับถือหลวงพ่อมาก ไม่กล้ากล่าวจ้วงจาบหลวงพ่ออีกเลย

 

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

 

กวางหลวงพ่อถูกยิง

ขณะที่หลวงพ่อยังจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู มีผู้นำลูกกวางมาถวายตัวหนึ่ง หลวงพ่อเอาผ้าเหลืองผูกคอไว้ให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นกวางวัด เจ้ากวางตัวนี้เชื่องมาก หลวงพ่อเดินไปทางไหนมันก็จะเดินตามไปเสมอ บางครั้งเจ้ากวางตัวนี้ไปเหยียบย่ำข้าวชาวนาเสียหาย หลวงพ่อจึงมอบกวางตัวนี้ให้อาจารย์เทิน วัดสำนักขุนเณร แล้วบอกเจ้ากวางว่า

"เอ็งไปอยู่กับอาจารย์เทินวัดสำนักนั่นน่อ แล้วไม่ต้องกลับมาหาข้าอีกน่อ"

หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าเจ้ากวางตัวนั้นกลับมาที่วัดวังตะกูอีกเลยทั้งๆ ที่วัดทั้งสองอยู่ใกล้กัน

กวางตัวนี้เมื่อไปอยู่กับอาจารย์เทินที่วัดสำนักขุนเณรแล้ว ก็ติดตามอาจารย์เทินตลอดเวลา ไม่ว่าอาจารย์เทินจะรับกิจนิมนต์ไปที่ไหน มันก็สามารถติดตามไปได้ถูกต้อง ทั้งๆ ที่บางครั้งอาจารย์เทินออกจากวัดไปตอนที่มันไม่อยู่วัดด้วยซ้ำ

วันหนึ่งเจ้ากวางตัวนี้ออกไปหากินไกลวัด ชาวบ้านไม่รู้ว่าเป็นกวางวัดจึงไล่ยิง พอเห็นผ้าเหลืองที่คอรู้ว่าเป็นกวางวัดจึงหยุดยิง แต่เจ้ากวางหนีเตลิดไปจนถึงบ้านชายคนหนึ่งไม่ทันสังเกตว่าเป็นกวางวัดจึงยิงถูกที่ตาข้างขวา ทำให้เจ้ากวางตัวนั้นตาบอด อยู่มาไม่นานชายคนนั้นเข้าป่าไปเพื่อตัดไม้ถูกไม้ทิ่มที่นัยน์ตาข้างขวาจนบอด

 


เจ้าเขียวยักษ์กัดหลวงพ่อ

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๗ ผู้ใหญ่พลายบ้านห้วยเรียงใต้ได้นำม้าตัวเมียมาถวายหลวงพ่อ ต่อมาไม่นานนายทอง บ้านวังอีแร้งได้นำม้าตัวผู้ ชื่อเจ้าเขียวยักษ์มาถวายหลวงพ่อ รูปร่างของเจ้าเขียวยักษ์รูปร่างใหญ่ สีเขียวแก่ ค่อนข้างดุ เจ้าของเห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กๆ จึงได้นำมาถวายหลวงพ่อ

ประมาณ ๑ สัปดาห์ต่อมา หลวงพ่อจูงเจ้าเขียวยักษ์ไปกินน้ำที่สระน้ำ เจ้าเขียวยักษ์เดินนำหน้าหลวงพ่อไปด้วยความคึกคะนอง สักครู่ก็วิ่งหวนกลับมาโจนเข้าใส่หลวงพ่อ กัดที่หน้าผาก ไหล่ขวา และที่หน้าอกแต่ไม่เข้า มีแต่เพียงรอยบุบเขียวช้ำ หลายคนที่เห็นต่างพากันคว้าไม้จะตีเจ้าเขียวยักษ์ แต่หลวงพ่อห้ามไว้ไม่ให้ตีพร้อมกับพูดว่า

"ไอ้เขียวมันลองหลวงพ่อน่อ"

วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อเสกหญ้าและข้าวเปลือกให้มันกินแล้วลงอักขระที่เล็บเท้าทั้งสี่ข้าง ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเขียวยักษ์ก็เชื่องสำหรับหลวงพ่อ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน ถ้าหลวงพ่อร้องเรียกมันจะรีบวิ่งแจ้นส่งเสียงร้องด้วยความคึกคะนอง เอาหัวมาเกยหลวงพ่อ หลวงพ่อก็จะลูบหัวมันด้วยความรัก

 

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

 

กำนันอิทธิพล

กำนันคนหนึ่งของตำบลวังตะกูเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมาก ได้เลี้ยงม้าไว้ตัวหนึ่งชื่อลอยลม วันหนึ่งเจ้าเขียวยักษ์นำฝูงม้าไปกินหญ้าเกิดไปพบกับเจ้าลอยลมเข้าก็เลยกัดกัน กำนันโมโหมากคว้าปืนลูกซองจะยิงเจ้าเขียวยักษ์ แต่พลาดไปถูกเจ้าลอยลมตายคาที่ กำนันยิ่งโมโหมากขึ้นจึงกราดยิงใส่ฝูงม้าหลายนัด มีม้าตายคาที่ ๗ ตัว ม้าที่เหลือพากันวิ่งกลับวัด ม้าแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งวิ่งมาตายหน้ากุฏิหลวงพ่อ เจ้าเขียวยักษ์ใช้ขาหน้าตะกุยดินส่งเสียงดังลั่นที่หน้ากุฏิ หลวงพ่อเปิดกุฏิออกมาพูดว่า

"เออ กูรู้แล้วน่อ"

หลวงพ่อเดินลงบันไดไปหาเจ้าแสงจันทร์เอามือลูบตามตัวที่ถูกกระสุนปืนพอเลือดซึมๆ หลวงพ่อเหลียวไปดูม้าตัวเมียที่นอนตาย ลูกของมันกำลังไซ้ดูดนมแม่ของมันอยู่ หลวงพ่อเกิดความสังเวชใจเป็นอย่างมาก พูดขึ้นดังๆว่า

"ใครมันทำกับพวกมึงอย่างไร ในสามวันเจ็ดวันมันจะต้องโดนอย่างมึงบ้างจนได้น่อ"

หลังจากนั้นเพียงสองสามวัน กำนันได้ไปตรวจฝายที่กั้นน้ำที่บ้านท่าโป่ง และถูกคนร้ายยิงตายในคืนนั้นเอง

 

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

 

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

ศิษย์มีครู

เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง