เรื่องเล่า หลวงพ่อโอภาสี ช่วยชาวบ้าน ทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณที่ปากพนัง

ศาสนา
โดย ศักดิ์ศรี บุญรังศรี วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562
เรื่องเล่า หลวงพ่อโอภาสี ช่วยชาวบ้าน ทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณที่ปากพนัง

ปราบปีศาจที่ "ปากพนัง"

ครั้งหนึ่งในราวปี พ.ศ.2493 หลวงพ่อโอภาสีท่านได้ไปที่ปากพนัง วันนั้นมีชาวบ้าน ต.แหลมตลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้เข้ามากราบขอบารมีท่านให้ช่วยเหลือ เพราะมีผู้คนทยอยล้มตายหลายรายจากผีร้ายมากินลำไส้จนเน่า โดยที่หมอจากโรงพยาบาลก็ไม่รู้สาเหตุ

เมื่อหลวงพ่อรับฟังแล้วได้ชวนลุงเลี่ยน สหายของท่านไปด้วย โดยให้นำขวานติดมือไปด้วยด้ามหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อพร้อมลุงเลี่ยนมาถึงหมู่บ้าน ท่านได้พิจารณาเห็นต้นมะพร้าวประหลาดต้นหนึ่ง ลำต้นสูงยาวแต่เอนลง บนยอดมะพร้าวมีรังผึ้งดำทะมึนขนาดใหญ่ ปกคลุมลูกมะพร้าวจนมองแทบไม่เห็น

 

หลวงพ่อโอภาสี

 

หลวงพ่อโอภาสีได้สั่งให้ลุงเลี่ยนปีนไปเอาลูกมะพร้าวลงมาให้หมด แต่ลุงเลี่ยนก็กลัวรังผึ้ง หลวงพ่อจึงใช้ขวานฟันไปที่โคนต้นมะพร้าวหนึ่งที

ปรากฎว่ารังผึ้งขนาดใหญ่นั้นได้อันตรธารหายไปหมด หลังจากนั้นท่านจึงสั่งให้ลุงเลี่ยนปีนไปฟันเอาลูกมะพร้าวลงมาให้หมด เมื่อมะพร้าวทุกลูกหล่นลงมากองจนหมด ท่านได้ให้ลุงเลี่ยนฟันมะพร้าวนั้นออกทุกลูก

ปรากฏเหตุอัศจรรย์มะพร้าวทุกลูกไม่มีน้ำ แต่ภายในจะมีคางคกสีดำกระโดดออกมาเกือบทุกลูก หรือไม่ก็เจอแมลงหวี่ จากนั้นหลวงพ่อก็ทำพิธีสวดมนต์ปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้นให้ได้ไปผุดไปเกิด

หลวงพ่อโอภาสีท่านว่า พวกนี้ที่ทำให้ชาวบ้านป่วยตายด้วยโรคไส้เน่า ตั้งแต่นั้นมาเหตุการณ์ก็ปกติ ไม่มีชาวบ้านคนใดตายด้วยโรคนี้อีกเลย

หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด

 

หลวงพ่อโอภาสี

 

ตำนานหลวงพ่อโอภาสี (โอภาสี ภิกฺขุ)
สายตาของพระภิกษุวัยกลางคน ครองจีวรสีคร่ำ จับจ้องไปที่กองวัสดุที่กองพูนอยู่ตรงหน้า สรรพสิ่งที่กองอยู่นั้นคล้ายกับกองขยะ แต่สิ่งที่กองอยู่นั้นเป็นขยะที่มีค่า มีราคาทั้งสิ้น อาทิ เช่น สบง - จีวรผืนใหม่หลายผืน ธนบัตรใบละร้อย สีแดง ๆ ใบละยี่สิบ สีเขียว ๆ เป็นปึก ๆ โต๊ะมุกอย่างดี ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มีทั้งเครื่องอุปโภค บริโภคอย่างดี รวมทั้ง แก้ว แหวน เงิน ทอง ของประดับที่มีค่าต่าง ๆ ฯลฯ ร่างของท่านยืนสงบนิ่ง เหมือนจะจ้องสิ่งเหล่านั้นให้มอดไหม้มลายไปด้วยสายตาอันคมกล้า
กระป๋องใบเล็ก ๆ ที่ท่านถือมาด้วยถูกเปิดฝาออก แล้วสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในก็ถูกเทราดลงไปบนกองขยะอันสูงค่านั้น ลมพัดโชยกลิ่นฉุนกึก ใช่แล้ว น้ำมันก๊าดเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับเผาข้าวของต่าง ๆ ให้มอดมลายไปภายใต้ความร้อนแรง อะไรกันนั่น ท่านจะเผาทำลายของมีค่าเหล่านั้นหรือ ?
ไม้ขีดไฟถูกขีดให้ลุกเป็นเปลวไฟ ถูกดีดวูบลงไปบนกองวัสดุอย่างรวดเร็ว เสียงพรึ่บเบา ๆ ดังขึ้น เปลวไฟสีส้มค่อย ๆ รวมตัวกันเผาไหม้ข้าวของที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำมันก๊าด จนกลายเป็นกองเพลิงแดงฉานส่องสว่างไปทั่วลานวัดบวรนิเวศวิหาร ด้านคณะรังสี

 

หลวงพ่อโอภาสี


“มหาชวน จุดไฟเผาวัดแล้วโว๊ย”
ใครคนหนึ่งที่บังเอิญตื่นขึ้นมาพอดี ส่งเสียงร้องอย่างเต็มเสียงก้องไปทั่วทั้งวัดบวร ฯ ปลุกให้บรรดาพระและศิษย์วัดพากันวิ่งตรูมาที่จุดเกิดเหตุ ในขณะที่มหาชวนกำลังโปรยธนบัตรใบละร้อย ใบละยี่สิบลงไปในกองไฟอย่างไม่ยี่หระค่าของเงิน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะมหาชวน คุณทำเกินไปแล้ว นี่มันเขตวัดนะคุณ ผมเป็นผู้ดูแล คุณทำเรื่องที่ไม่น่าทำ พรุ่งนี้ผมจะนำเรื่องขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ให้พระองค์ท่านจัดการชำระความ ผมทนต่อไปไม่ได้แล้ว”
ร่างของพระผู้เผาของมีค่า ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับเสียงของเจ้าคณะกุฏิอันเป็นผู้ปกครองของพระรูปนั้น ท่านยังคงโยนของมีค่าเข้าไปเพิ่มในกองไฟต่อไปเรื่อย ๆ
“ใครก็ได้ไปเอาน้ำมาดับเดี๋ยวนี้ ขืนให้เผาต่อไป วัดจะไหม้หมด นี่วัดหลวงนะ ไม่ใช่วัดบ้านนอก”
พระผู้บูชาไฟหันหน้ากลับมาจ้องหน้าผู้ออกคำสั่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งเสียงที่ฟังดูประหลาดอย่างยิ่ง
“มหาชวนไม่มีแล้ว มหาชวนตายไปแล้ว ไม่มีมหาชวนในโลกนี้ มีแต่โอภาสี โอภาสีไงล่ะ”
“โอภาสง โอภาสีที่ไหนกัน พรุ่งนี้ก็รู้เรื่องกันล่ะ”
ไฟดับมอดไปแล้ว ร่างของพระภิกษุโอภาสีค่อย ๆ เดินกลับไปยังกุฏิที่พำนักของท่าน ส่วนพระและศิษย์วัดที่ต้องพากันตื่นขึ้นจากที่นอน ก็พากันเดินกลับกุฏิของตนไปอีกทางหนึ่ง บางคนบ่นอู้อี้ว่า ทำไม ? ต้องมาปลุกกันตอนนี้ด้วย กำลังหลับสบายทีเดียว


รุ่งเช้า เรื่องก็ถูกนำขึ้นกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้นำเรื่องขึ้นกราบทูลนั้น แจ้งข้ออธิกรณ์ถึงสึกออกจากภิกษุสภาวะ แต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงพระปรีชาญาณ มิได้ทรงฟังความเพียงฝ่ายเดียว รับสั่งให้พระมหาชวนขึ้นเฝ้าตอนสายวันนั้น
การซักถาม และการวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์นั้น ทรงมีพระดำรัสว่า ข้อหารุนแรงถึงให้สึกจากภิกษุสภาวะนั้นไม่มี มีแต่เรื่องโลกวัชชะ (ชาวโลก หรือ ชาวบ้านเขาติเตียน) และหากไฟที่จุดเกิดไหม้ลามไปติดหมู่กุฏิ ก็จะพลอยเสียทรัพย์สินของศาสนาไป ขอให้พระมหาชวนเลือกเอาสองข้อ คือ
๑. อยู่จำพรรษาต่อไป แต่ต้องหยุดเผาไฟบูชาเพลิงให้หมดสิ้น
๒. ออกจากวัดบวรนิเวศวิหาร ไปอยู่ที่อื่น

 

หลวงพ่อโอภาสี

 

เลือกอย่างใด ให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน พระมหาชวน กราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า “เกล้า ฯ ขอเลือกประการที่สอง คือ จาริกไปจากวัดบวร ฯ เพื่อให้ฝ่าพระบาทสบายพระทัย และคณะสงฆ์ส่วนรวมจะได้ไม่วุ่นวาย เกล้า ฯ ขอกราบพระบาทลาตั้งแต่บัดนี้”
จากนั้นท่านพระมหาชวนก็กลับมาที่กุฏิ รวบรวมบริขาร และกลดธุดงค์ที่มีอยู่เข้าที่เข้าทาง เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง แล้วท่านก็เดินไปกราบนมัสการลา หลวงพ่อพระพุทธชินสีห์ ในพระอุโบสถ จากนั้น จึงแบกกลดธุดงค์ออกจากวัดบวรนิเวศวิหารไปในตอนบ่ายของวันนั้นนั่นเอง
ตกเย็น ญาติโยมที่เคยมานมัสการพระมหาชวน ก็ต้องพากันผิดหวัง เมื่อพระที่อยู่กุฏิใกล้กันบอกว่า พระมหาชวนออกจากวัดไปแล้ว ไปไหนไม่ได้บอกจุดหมาย เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้ได้
พระมหาชวนแบกกลดธุดงค์ไปตามทางของท่าน ค่ำไหนก็ปักกลดที่นั้น ปักกลดที่ใดก็เอาสรรพสิ่งมาเผาไฟเป็นพุทธบูชาทุกแห่งไป ทั้งนี้ เพราะเมื่อก่อนจะมาเผาไฟเป็นพุทธบูชานั้น ท่านได้เคยไปนมัสการ “หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา” อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ได้เห็นว่า หลวงพ่อกบท่านนำเอาของมีค่าต่าง ๆ มาเผา ก็สนใจไปถามไถ่กับท่านตรง ๆ
“หลวงพ่อไม่เสียดายหรือ ของมีค่าทั้งนั้น”
“เสียดายไปทำไมเล่า ? ก็สิ่งของเหล่านั้นมันคือ กิเลส ความจริงมันก็คือ อ้ายเศษขยะธรรมดา แต่มนุษย์เราไปยึดติดมันให้มีค่า มีราคากันไปเอง โดยตัวของมันแล้วไม่มีค่าอะไร เรายึดติดมัน ก็พอกพูนกิเลสให้กับเรามากขึ้น กิเลสเป็นของร้อน ต้องเอาไฟมาเผาให้มันวินาศไปเป็นพุทธบูชาว่า พระองค์ทรงสอนให้ละกิเลส และนี่คือ กิเลส ล่ะ”


พระมหาชวนได้ฟังแล้วก็เลื่อมใส จึงถวายตัวเป็นศิษย์เรียนกรรมฐาน เพราะไม่รู้มาก่อนเลยว่า การบำเพ็ญทางจิตนั้นเป็นอย่างไร นานพอสมควรที่พระมหาชวนเล่าเรียนกรรมฐานต่าง ๆ จากหลวงพ่อกบ อำนาจอันเกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาจนถึงฌานสมาบัติ ทำให้พระมหาชวนสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ดุจเดียวกับอาจารย์ของท่าน จึงเดินทางกลับมายังวัดบวร ฯ จนมีเหตุต้องถูกให้ออกจากวัด
พระมหาชวนแบกกลดมาจนถึงสวนลึกในเขตบางมด เป็นสวนส้มของคหบดีท่านหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้มานมัสการ และเกิดศรัทธา ได้ถวายที่ดินให้พระมหาชวน ซึ่งท่านได้แจ้งนามแก่คหบดีท่านนั้นว่า ท่านชื่อ “โอภาสี” ต่อมาท่านได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้น ให้ชื่อว่า “สำนักสงฆ์โอภาสี” ปัจจุบันได้กลายเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ ชื่อว่า “วัดโอภาสี”

 


หลวงพ่อโอภาสี เดิมชื่อ ชวน นามสกุล มะลิพันธ์ ถือกำเนิดที่บ้านตรอกไฟฟ้า อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้เล่าเรียนอักขระสมัยในสำนักวัดใต้ นครศรีธรรมราช แต่เนื่องจากวัดใต้ไม่มีสำนักเรียนที่เหมาะสม จึงได้ย้ายไปเรียนในสำนักวัดโพธิ์ สามเณรชวนจึงได้ถือกำเนิด ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์นี้เอง ในสำนักเรียนพระปริยัติในวัดโพธิ์ สามเณรชวนเล่าเรียนปริยัติด้วยความขยันขันแข็ง และฉลาดเฉลียวเป็นที่พอใจของเจ้าสำนักบาลีเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับออกปากว่า สิ้นประโยคนักธรรมในวัดแล้ว จะส่งมาเรียนในกรุงเทพ ฯ ให้ถึงที่สุด

 

หลวงพ่อโอภาสี


สามเณรชวนได้ถูกส่งมายังวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพ ฯ ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ในองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งได้ทรงรับไว้ในพระอุปการะ และทรงทำการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุในพัทธสีมาวัดบวร ฯ โดยทรงนั่งเป็นพระอุปัชฌาย์
พระภิกษุชวนเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้เปรียญธรรม ๗ ประโยค เข้ารับพระราชทานพัดจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกกันติดปากว่า “พระมหาชวน เปรียญเอก”
หลังจากได้พบกับหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา แล้ว พระมหาชวนก็เก็บตัวนั่งวิปัสสนาตลอดวัน ออกบิณฑบาตและฉันเช้าเพียงครั้งเดียว (ฉันเอกา) จะเปิดกุฏิก็ตอนบ่าย เปิดมาก็เอาสิ่งของต่าง ๆ มาเผา ตอนแรกก็น้อย ๆ ก่อน คนจีนแถวบางลำพูเห็นเข้า ก็เกิดศรัทธา เรียกท่านว่า “เซียน” ได้พากันมาถวายของเพื่อให้ท่านเผาเป็นการใหญ่

 

หลวงพ่อโอภาสี


มีผู้นมัสการเรียนถามพระมหาชวน หลายต่อหลายคนด้วยกัน ด้วยคำถามที่ซ้ำ ๆ กันว่า “พระมหาชวน ทำไม ? จึงเป็น โอภาสี”
ท่านก็ตอบออกมาเหมือนกันทุกครั้งว่า “มหาชวนมรณภาพไปแล้ว ที่อยู่นี่คือ โอภาสี โอภาสี คือ ผู้ถวายเพลิงเป็นพุทธบูชา”

 

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

เพจใต้ร่มธรรม

http://www.dharma-gateway

เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง