พระคาถาห้ามยักษ์ ครูบาศรีวิชัย ป้องกันคุณไสย ลดเคราะห์กรรม

ศาสนา
โดย ศักดิ์ศรี บุญรังศรี วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562
พระคาถาห้ามยักษ์ ครูบาศรีวิชัย ป้องกันคุณไสย ลดเคราะห์กรรม

พระคาถาห้ามยักษ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา

นะโมฯ ๓ จบ

อะสะยักษ์ขัง กุเลพุทโธ

อะสะยักษ์ขัง กุเลธัมโม

อะสะยักษ์ขัง กุเลสังโฆ

อะสะ เมตตายะ สุเล สวาหาย(อ่านว่าสวาหายะ)

 

ครูบาศรีวิชัย

 

คาถานี้เป็นคาถาของกะเหรี่ยงนายหนึ่งได้ตายไป24ชั่วโมง

และจะโดนยักษ์จับกิน แต่เนื่องจากกะเหรี่ยงคนนี้เคยตัดไม้

ทำต้นทานในงานพิธีตานใช้-ตานแทน(ชำระหนี้สงฆ์ของล้านนา)

ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงได้มาสอนคาถานี้ในนิมิตเพื่อไล่ยักษ์ เมื่อฟื้น

ก็ได้นำเอาคาถานี้ไปบอกต่อครูบาเจ้าชัยวงศา ท่านจึงบอกว่า

คาถานี้นอกจากห้ามยักษ์ อมนุษย์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ยังห้ามบาปเคราะห์กรรมได้

ให้บาปเคราะห์กรรมเบาลง และ ยังกันคุณไสยไสยเวทได้ด้วย

 

ครูบาศรีวิชัย

 

ประวัติของครูบาศรีวิชัย

นาย อินท์เฟือน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกันดาร มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ ๑๗ ปี ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ “ครูบาขัตติยะ” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบาแฅ่งแฅะ” (หมายถึง ขาพิการ เดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านอยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา

 

ครูบาศรีวิชัย

 

เด็กชายอินท์เฟือน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่อารามแห่งนี้ โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ ๓ปีต่อมา (พ.ศ. ๒๔๔๒) ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า “สิริวิชโยภิกฺขุ” มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย หลังอุปสมบท

เมื่ออุปสมบทแล้ว พระศรีวิชัย สิริวิชโยภิกขุ ได้กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปาง ๑ พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำ และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน

 

ครูบาศรีวิชัย

 


ครูบาศรีวิชัย ได้รับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแต เป็นเวลา ๑ พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ อายุได้ ๒๔ ปี พรรษาที่ ๔ ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป (บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัย จึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส

และเมื่อครบพรรษาที่ ๕ ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน

 

ครูบาศรีวิชัย

 

ครูบาศรีวิชัย เป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด ท่านงดการเสพหมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ ๒๖ ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวทั้ง ๕ เดือน ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิก และผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง ๔ จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดี

 

ครูบาเจ้าศรีวิชัย

 

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

คาถาครูพักลักจำ

http://www.welovemyking.com

เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง