เมื่อรัชกาลที่ ๕ ทรงนึกถึง คำสาปวังหน้า จนเกือบยกเลิกตำแหน่ง สยามมกุฎราชกุมาร

ประวัติศาสตร์
โดย เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
เมื่อรัชกาลที่ ๕ ทรงนึกถึง คำสาปวังหน้า จนเกือบยกเลิกตำแหน่ง สยามมกุฎราชกุมาร

สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ว่า มีลำดับพระยศพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี ให้สถาปนาเป็น สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า มีพระเกียรติยศใหญ่ยิ่งเหนือกว่าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง แต่ก็มิได้กำหนดว่าพระราชโอรสที่ดำรงตำแหน่งนี้จะเป็นรัชทายาทสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา

 

 

ต่อมาสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อมีการตราพระราชกำหนดพระไอยการนาพลเรือน กำหนดว่าให้สถาปนาสมเด็จพระลูกยาเธอซึ่งได้เฉลิมพระราชมณเฑียรแล้ว ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช (หรือที่มักเรียกกันในชั้นหลังว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) ถือศักดินา ๑๐๐,๐๐๐ แต่ตำแหน่งสมเด็จพระมหาอุปราชมิได้เป็นตำแหน่งสำหรับแผ่นดิน จะสถาปนาหรือไม่เป็นพระบรมราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ จึงมีเฉพาะบางรัชกาลเท่านั้น

 

 

ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการแต่งตั้งสมเด็จพระมหาอุปราชทุกรัชกาล บางรัชกาลก็เป็นพระอนุชาธิราช บางรัชกาลก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ บางรัชกาลก็เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ กระทั่งเมื่อกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ สมเด็จพระมหาอุปราช ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทิวงคต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ จึงมีพระราชดำริว่า ตำแหน่งสมเด็จพระมหาอุปราชไม่เหมาะกับกาลในปัจจุบันและอาจจะเป็นที่เข้าใจผิดของชาวต่างชาติได้ว่ากรุงสยามมีพระเจ้าแผ่นดิน ๒ พระองค์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสีย

 

 

นอกจากนี้ ยังทรงพระราชดำริว่าแต่เดิมในกฎมณเฑียรบาล ให้สถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ซึ่งประสูติด้วยพระอัครมเหษีเป็น สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับการสืบราชสมบัติของนานาอารยะประเทศ อนึ่ง เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ใหญ่ มีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ก็มีการลงสรงสนาน เฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ใหญ่ มีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีลงสรง และสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์นั้น ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ อดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรสมมติเทพยวรางกูร บรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงศ์ อุกฤษฐพงศ์วโรภโตสุชาต ธัญญลักษณวิลาสวิบุลยสวัสดิ์ สิริวัฒนสุทธิสยามมกุฎราชกุมาร นับเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์แรก

 

 

หลังจากทรงดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารได้เพียง ๘ ปี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย และเสด็จสวรรคตขณะมีพระชนม์เพียง ๑๕ พรรษาเท่านั้น ทำให้มีปัญหาพิจารณาเกิดขึ้นในสภาเสนาบดีว่า ตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารนี้จะโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ใดขึ้นดำรงตำแหน่งแทน หรือจะงดการแต่งตั้งตำแหน่งนี้ก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตัดสินพระทัย ด้วยการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวาราวดี ซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์ต่อมา ขณะมีพระชนมายุ ๑๔ พรรษา และกำลังทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ (ภายหลัง คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) นับเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์ที่สอง

 

 

ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ ซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เดียว ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร นับเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์ที่สาม

 

 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคตล่วงลับไปแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จึงเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถตามธรรมเนียม ทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ จึงยังคงว่างอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

 


มีครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงออกพระโอษฐ์ไว้เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารทรงพระประชวรเป็นพระโรคไส้ติ่งอักเสบเอาไว้ว่า

ถ้าลูกโตตาย เป็นเลิกตั้งมกุฎราชกุมารเด็ดขาด เพราะอาถรรพ์เสียแล้ว

ด้วยเพราะทรงนึกถึงคำสาปแช่งของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่ว่าใครไม่ใช่ทายาทของท่านแล้วมาครอบครองวัง ก็ขอให้มีอันเป็นไป

 

 

ของใหญ่ของโตที่กูสร้างใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างด้วยกำลังเเลข้าเจ้าบ่าวนายของกู นานไปใครไม่ใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอให้ผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข

แต่การผ่าตัดครั้งนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมารก็มีแผลเป็นที่ช่วงล่างขวาของพระนาภีมีขนาดเท่าผลส้มแป้นมาด้วย เพราะการผ่าตัดในสมัยนั้นยังทำไม่เรียบร้อย ส่งผลให้เวลาเสวยพระกระยาหารแต่ละมื้อต้องคอยกดพระนาภีไปด้วยจนมีเสียงดังฟอดๆ เวลาที่เสวยเสร็จแต่ละครั้งนายในที่คอยถวายงานก็ต้องถวายกดพระอันตะให้เลื่อนกลับเข้าที่ยามปกติก็ต้องทรงเอาผ้ามาคาดพระนาภีไว้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ ฉายานิทรรศน์

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง