๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ คล้ายวันละสังขาร หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

ศาสนา
โดย ศักดิ์ศรี บุญรังศรี วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562
๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ คล้ายวันละสังขาร หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

วันนี้วันที่ ๒๗ เมษายนเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ รำลึก ๓๙ ปี “พระอริยเจ้าผู้มีกายและจิตตั้งอยู่วิมุตติธรรม” แห่งวัดเจติยาคีริวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ หลวงปู่จวน ได้รับอบรมธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพระอาจารย์มั่น ยกย่องท่านว่า "กาเยนะ วาจายะ วะเจตวิทธิยา ท่านจวน! เป็นผู้มีกายและจิตสมควรแก่ข้อปฏิบัติธรรม เป็นผู้สามารถรวมจิตทีเดียวถึงฐีติจิต" หลวงปู่จวน ท่านมีนิสัยโน้มน้อมมาทางพระธรรมตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐาน จิตสงบรวมเป็นหนึ่ง สามารถแยกกายและจิตได้ ท่านจึงได้สละทรัพย์และบ้านเรือนอกบวช ท่านมีความเพียรพยายามเป็นเลิศ มีสติในการแก้ไขกิเลสเฉียบพลัน อุบายธรรมและปฏิปทาเป็นปัจเจก แปลกจากครูบาอาจารย์รูปอื่น เช่น

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

 

ปี พ.ศ.๒๔๙๓ ท่านจำพรรษาที่ถ้ำพวง อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ท่านได้เกิดจิตปฏิพัทธ์หญิงสาวคนหนึ่ง จึงคิดหาอุบายแก้ไข โดยยกภาษิต "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกมาแขวนคอ" ท่านจึงดัดนิสัยตนเองที่ไปหลงรักผู้หญิงเข้า โดยเอากระดูกช้างมาแขวนคอห้อยต่องแต่ง ท่านตั้งใจมั่นว่า… "ตราบใดที่ใจยังตัดใจอาลัยรักในสตรีไม่ได้ ยืน เดิน นั่ง นอน ออกบิณฑบาต ฉันข้าว ก็จะเอากระดูกช้างแขวนคอไว้ตราบนั้น" ไม่ว่าท่านจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือรับกิจนิมนต์ไปในหมู่บ้านก็ตาม ท่านเอากระดูกช้างแขวนคอไว้ตลอด จนชาวบ้านเล่าลือกันว่า "ท่านเป็นบ้า" เมื่อท่านทำปฏิบัติอย่างนี้ เกิดความละอายใจ เห็นโทษภัยในความลุ่มหลง จิตก็คลายกำหนัดรักใคร่ในหญิงนั้น เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ถามถึงเหตุที่ท่านทำเช่นนั้น ท่านได้กราบเรียนดังที่กล่าว หลวงปู่ขาวชมว่า "อุบายนี้ดีนักแล"

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ ท่านชอบท่องเที่ยวแสวงหาครูบาอาจารย์ที่อยู่ตามป่าเขาลึก ๆ เช่น เข้าไปศึกษากับพระอาจารย์หล้า ขันติโก พระอริยเจ้าผู้อยู่แต่เพียงโดดเดี่ยวบนสันเทือนเขาภูพาน หลวงปู่จวน ท่านมีสหธรรมิกคือ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร

ท่านพระอาจารย์จวน ถือกำเนิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๖๓ ตรงกับแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ณ บ้านเหล่ามันแกว ต.ดงมะยาง อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ) เมื่อท่านอายุได้ ๑๔-๑๕ ปี ได้พบพระธุดงค์มาปักกลดใกล้บ้าน ก็บังเกิดความเลื่อมใส ตั้งปณิธานว่าต่อไปจะบวชอย่างท่านบ้าง พระธุดงค์รูปนั้นได้มอบหนังสือ "ไตรสรณคมน์" ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ไว้ให้ ท่านได้อ่านจึงปฏิบัติตาม เริ่มสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ บริกรรมภาวนาจิตรวมเป็นหนึ่ง จิตอยู่เฉพาะจิต กายอยู่เฉพาะกาย เวทนาใดก็ไม่มีปรากฎเลย

หลังจบการศึกษาชั้นปีที่ ๖ อายุย่าง ๑๘ ปี ท่านได้เข้าทำราชการกรมทางหลวงแผ่นดินอยู่ ๔ ปี ภายหลังได้รับหนังสือ "จตุราลักษณ์" ที่เขียนโดยหลวงปู่ทับ พุทฺธสิริ ที่หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล สั่งให้มีการพิมพ์แจกจ่ายแก่ผู้ที่สนใจในการปฏิบัติเมื่อท่านอ่านถึงบท “มรณานุสติ” จิตก็สลดสังเวชว่า "เราก็ต้องตาย" เมื่อท่านอายุได้ ๒๐ ปี ท่านสละเงินที่เก็บหอมรอมริบทั้งหมด เป็นเจ้าภาพสร้างมหากฐินคนเดียว สร้างพระประธาน สร้างห้องน้ำถวายสงฆ์จนเงินหมด

 

เมื่ออายุท่านได้ ๒๑ ปี ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย ณ วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง จ.อุบลราชธานี ท่านสอบได้นักธรรมตรีพรรษานั้น และต่อมาลาสิกขา หลังสึกเป็นฆราวาส ท่านเดินทางไปแสวงหาอาจารย์กรรมฐานฝ่ายพระธรรมยุต และได้อุปสมบทเป็นพระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ วัดสำราญนิเวศน์ ต.บ้านบุ่ง อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ จ.อำนาจเจริญ) โดยมี พระครูทัศนวิสุทธิ(พระมหาดุสิต เทวิโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้ท่องปาฏิโมกข์และ ๗ ตำนานจบภายใน ๑ เดือน

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

 

ปี พ.ศ.๒๔๘๘ พรรษาที่ ๓ ท่านอธิษฐานทำความเพียรจะไม่นอนและไม่ฉันตลอดพรรษา ท่านอธิษฐานว่า.. "ถ้ายังมีบุญวาสนาอยู่พรหมจรรย์แล้ว ขอให้ได้นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" หลังจากนั้น ๓ วัน ท่านได้นิมิตว่า.. ได้เดินทางไปสำนักท่านพระอาจารย์มั่น เห็นท่านกวาดลานวัดอยู่ พอเห็นก็รู้ว่านี่คือท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเหลือบมาเห็นเข้าก็ทักพระอาจารย์จวน อย่างดีใจว่า "อ้อ ท่านจวนมาแล้ว ท่านจวนมาแล้ว" มีความรู้สึกคล้ายพ่อเห็นลูก ลูกเห็นพ่อ พอท่านตรงเข้าไปจะกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็โก่งหลัง บอกให้ท่านขึ้นขี่หลังเหมือนขี่ม้า แล้วท่านจึงพาเหาะขึ้นบนอากาศจนลิบเมฆ แล้วมาลงที่กลางภูเขาลูกหนึ่ง แล้วบอกว่า "เอาละ ลงนี่แหละ พอดีพอควรแล้ว" ท่านพระอาจารย์จวน พิจารณานิมิตก็เกิดปีติยินดีว่า คงจะมีวาสนาบารมีอยู่ในเพศพรหมจรรย์ จึงเร่งทำความเพียรต่อไป

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

 

ปี พ.ศ.๒๔๘๙ พรรษาที่ ๔ ท่านได้ติดตาม พระอริยคุณาธาร (มหาเส็ง ปุสฺโส) ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขณะที่ท่านอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือใหม่ๆ ใจก็อดคิดตามประสาปุถุชนไม่ได้ว่า.. "เขาเล่าลือกันว่า ท่านพระอาจารย์ใหญ่เป็นพระอรหันต์ เราก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ ถ้าเป็นอรหันต์จริง คืนนี้ก็ให้มีปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฎด้วย"

คืนวันนั้น พอท่านภาวนา ก็ปรากฏนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น เดินจงกรมอยู่บนอากาศ และเหาะขึ้นลงตลอดเวลา และเวลานอนหลับก็ยังฝันเห็นท่านเดินอยู่บนอากาศเช่นเดียวกัน ท่านจึงยกมือไหว้ และกล่าวขอขมาว่าเชื่อแล้ว

หลังจากนั้น ท่านก็เกิดคิดขึ้นมาอีกว่า.. "เอ..เขาว่าท่านอาจารย์ใหญ่ รู้วาระจิตของลูกศิษย์ทุกคน จริงไหมหนอ เราน่าจะทดลองดู ถ้าท่านอาจารย์ใหญ่ รู้วาระจิตของเรา ขอให้ท่านอาจารย์ใหญ่มาหาเรา ที่กุฏิคืนวันนี้เถอะ"

พอท่านคิดได้ประเดี๋ยวเดียว ก็ได้ยินเสียงไม้เท้าเคาะใกล้เข้ามา และกระแทกเปรี้ยงเข้าที่ฝากุฏิของท่าน พร้อมกับเสียงพระอาจารย์มั่น เอ็ดลั่นว่า.. "ท่านจวน ทำไมจึงไปคิดอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ รำคาญเรานี่"

พรรษาที่ ๕-๖ ปี พ.ศ.๒๔๙๐-๒๔๙๑ ท่านจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ คืนหนึ่ง ขณะนั่งภาวนาในโบสถ์มีนิมิตว่า มีพระเถระรูปหนึ่งได้มาให้โอวาทตักเตือนว่า.. "ท่านจวน ท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สม่ำเสมอ"

ท่านได้มาพิจารณาดู แผ่นดินแปลว่า ให้มีความหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน เมื่อถูกกระทบกระเทือนจากอารมณ์ ก็อย่าวอกแวกตั้งใจให้เป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหวฟุ้งซ่าน ท่านจึงได้เขียนจดหมายกราบเรียนถามพระอาจารย์มั่น ถึงนิมิตนี้

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ตอบจดหมายว่า.."ถึงท่านจวนที่อาลัยยิ่ง

...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้แนะนำให้ท่านนั้น ขอให้ท่านจงตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติดำเนินไปตามคำที่ผมแนะนำ อย่าได้ประมาท เพื่อจะได้เป็นเกียรติยศแก่พระพุทธศาสนาต่อไป"

 


หลังจากนั้นท่านออกวิเวกอยู่บนดอยกับชาวเขาทางเหนือติดพม่า เข้าเชียงตุง พม่า แล้วกลับอีสาน เมื่อกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดบ้านหนองผือ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ถามว่าการภาวนาเป็นอย่างไรบ้าง ท่านกราบเรียนว่า

"ไม่ดีเหมือนอยู่กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์"

ท่านพระอาจารย์มั่น จึงบอกว่า "ต่อไปนี้ให้ภาวนาอยู่ทางภาคอีสานนี้แหละ อย่าไปที่อื่นอีกเลย" จากนั้นท่านธุดงค์อยู่ป่าเขาถ้ำอีสานมาตลอด

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

 

พรรษา ๒๗-๓๘ ปี พ.ศ.๒๕๑๒-๒๕๒๓ ท่านสร้างวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล หนองคาย ให้เป็นศาสนสถานที่สำคัญสำหรับผู้มุ่งปฏิบัติธรรม เมื่อใครไปแล้วต่างเกิดซาบซึ้งศรัทธาถ้วนหน้า

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ ท่านได้เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ สิริอายุ ๕๙ ปี พรรษา ๓๗ ด้วยอุปัทวเหตุเครื่องบินตก ณ ท้องนาทุ่งรังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมกับหลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม, หลวงปู่วัน อุตฺตโม, ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร, ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม

“..อย่าเป็นคนทำลายโลกขวางโลก ต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน ไม่แตกแยกกัน รักษา พัฒนา บำรุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของตน อย่าไปคิดโค้นและล้มทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันเป็นสิ่งที่อัปปรีย์ เป็นของไม่ดี ทำความชั่ว ความเสียหาย เป็นบาป เป็นกรรม เป็นโทษแก่ตน..” ถอดความจากเสียงเทศนาของหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ ที่เล่าถึงอัตโนประวัติหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ วัดเจติยาคีรีวิหาร(ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย(ปัจจุบันคือจ.บึงกาฬ)

 

หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ

 

“..การภาวนานี้ เป็นเครื่องชำระความหลงความมืดออกจากใจของเรา ไม่ให้ใจของเราเพลิดเพลินเตร็ดเตร่ลุ่มหลงไปตามอารมณ์ต่างๆ ไม่ให้ลุ่มหลงอยู่ในโลกอันนี้ ไม่ให้ลุ่มหลงอยู่ในอัตภาพร่างกายอันนี้ รูปอันนี้..” โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ

 

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

ท่องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน

เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง