สรงน้ำ หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หนองคาย

ศาสนา
โดย ศักดิ์ศรี บุญรังศรี วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562
สรงน้ำ หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หนองคาย

นับมาตั้งแต่ยุคสมัยพุทธกาลสืบมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมา ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เพื่อเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ไม่เพียงแต่ดินแดนสยาม แต่ทั่วโลกที่นับถือพระพุทธศาสนา เพียงแต่ในแต่ละยุค แต่ละสมัย อาจมีความแตกต่างกันไปของศิลปในยุคนั้นๆ หรือแม้แต่วัสดุการสร้าง ก็มักมีหลากหลาย ไม่ว่าอิฐปูน ตลอดจนถึงทองคำ ความสวยงามที่แตกต่างกันตามยุคสมัยนั้นๆ แต่ที่เหมือนกัน นั้นก็คือเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า เป็นที่ยึดเหนี่ยวของพุทธศาสนา และพระพุทธรูปในแต่ละองค์ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของพุทธศาสนิกชน

และต่อไป ก็เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่มีผู้คนนับถือมากมาย มีอภินิหารให้เห็นเป็นที่ประจักษ์นับไม่มีที่จบสิ้น นั้นคือ "หลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย(พระอารามหลวง)  จังหวัดหนองคาย"

 

หลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย

 

คาถาบูชาหลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย(พระอารามหลวง)  จังหวัดหนองคาย


(ว่านะโม 3 จบ) แล้วว่า
อะระหัง พุทโธ โพธิชโย เสยะคุโน โพธิสัตโต มหาลาโภ ปิยัง มะ มะ ภะวันตุโน โหตุ สัพพทา

 

 วัดโพธิ์ชัย

 

หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมือง ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งมีฐานะเป็นวัดอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง ห่างจากตัวเมืองหนองคายไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตามทาง หลวงหมายเลข 212 ทางไป อ.โพนพิสัย วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย  ศิลปะล้านช้าง หล่อด้วยทองสีสุก หน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากพระชงฆ์เบื้อล่างถึงยอดพระเกศ ๔ คืบ ๑ นิ้วของช่างไม้

 

หลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย

 

ประวัติการสร้าง

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน พ.ศ. 2468 ว่า หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในสมัยล้านช้าง และตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนาม พระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้อง มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

 

หลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย

 

การประดิษฐาน

เดิมทีนั้นหลวงพ่อพระใสได้ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ พ.ศ. ๒๓๒๑ สมัยกรุงธนบุรีได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเวียงคำ และถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดโพนชัย เมืองเวียงจันทน์อีก ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์เป็นกบฎ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใส ลงมาด้วย โดยอัญเชิญมาจากภูเขาควายขึ้นประดิษฐานบนแพไม้ไผ่ ซึ่งผูกติดกันอย่างมั่นคงล่องมาตามลำน้ำงึม เมื่อล่องมาถึงตรงบ้านเวินแท่นในขณะนั้น เกิดอัศจรรย์แท่นของพระสุกได้เกิดแหกแพจมลงไปในน้ำ โดยเหตุที่มีพายุพัดแรงจัด และบริเวณนั้นได้นามว่า "เวินแท่น"

 


การล่องแพก็ยังล่องมาตามลำดับจนถึงน้ำโขง (ปากน้ำงึม) เฉียงกับบ้านหนองกุ้ง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ได้เกิดพายุใหญ่ เสียงฟ้าคำรามคะนองร้องลั่น ในที่สุดพระสุกได้แหกแพจมลงไปในน้ำ ซึ่งอาการวิปริตต่างๆ ก็ได้หายไปเป็นอัศจรรย์ยิ่ง บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า "เวินสุก" และพระสุกก็จมอยู่ในน้ำตรงนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

หลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย

 

ก็ยังเหลือแต่พระเสริม พระใส ที่ได้นำขึ้นมาถึงเมืองหนองคาย พระเสริมนั้นได้ถูกอัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดโพธิ์ชัย ส่วนพระใส ได้อัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดหอก่อง (ปัจจุบันคือวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ)

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุนวรธานีและเจ้าเหม็น (ข้าหลวง) อัญเชิญพระเสริม จากวัดโพธิ์ชัย หนองคายไปกรุงเทพฯ และอัญเชิญพระใสจากวัดหอก่องขึ้นประดิษฐานบนเกวียนจะอัญเชิญลงไปกรุงเทพฯ ด้วย แต่พอมาถึงวัดโพธื์ชัย หลวงพ่อพระใสได้แสดงปาฏิหาริย์จนเกวียนหักจึงอัญเชิญลงไปไม่ได้ ได้แต่พระเสริมลงกรุงเทพฯ ประดิษฐาน ณ วัดปทุมวนาราม ส่วนหลวงพ่อพระใสได้อัญเชิญประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์ชัย อ.เมืองหนองคาย จนถึงปัจจุบัน ความอัศจรรย์ของหลวงพ่อพระใสจนได้สมญาว่า "หลวงพ่อเกวียนหัก"

 

หลวงพ่อพระใส  วัดโพธิ์ชัย

 

 

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

หอมรดกไทย

http://www.dhammathai.org

เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง