9 พระบรมราโชวาท ของรัชกาลที่ 9

ประวัติศาสตร์
โดย ปิยะนัย เกตุทอง วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562
9 พระบรมราโชวาท ของรัชกาลที่ 9

คนไทยถือว่าโชคดีอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คอยดูแล และขลัดเกลาจิตใจ และนำพาประโยชน์สุขมากมายสู่ประเทศไทย สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกษัตริย์ แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นหน้าที่ของ พ่อกับลูก ที่อยากเห็นลูกๆทุกคนเป็นคนดี มีแนวคิดที่ดี และไม่ทะเลาะกันในครอบครัว นอกจากพ่อจะมอบสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากมายให้ได้เห็นแล้ว นานประธรรมที่พ่อพูดพ่อสอนผ่านโอกาศสำคัญต่างๆ เพียงหวังให้ลูกๆอย่างประชาชนชาวไทยได้เก็บไปคิด ผ่านสื่อต่างๆเป็นสิ่งสำคัญมากหากเรานำมาคิด และนำไปประติบัติ พ่อได้ทิ้งพรและสมบัติแห่งความดีไว้ให้เราได้เห็นเยอะแยะมากมาย แล้วเราล่ะจะน้อมนำตามคำแนะนำได้ขนาดไหน วันนี้เรามี ๙ พระบรมราโชวาท ของรัชกาลที่ ๙ มาให้อ่านและคิดตามเพื่อนำไปใช้ให้ได้เป็นประโยชน์กับตัวเองและสังคม ดังนี้

 

 

"เพราะความรู้ความคิดอันกว้างขวางนั้น หากมิได้ใช้โดยเหมาะสมถูกต้องแล้ว ก็ให้ผลดีได้ไม่มากนัก หรืออาจจะทำให้เกิดผลเสียหายก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นทุกคนควรสังวรระวังให้มาก ขอให้ตั้งเจตนาอันมั่นคง ที่จะสร้างสรรค์และอบรมกำลังกายกำลังใจ อันสมบูรณ์ไว้เป็นหลักฐาน เพียรพยายามใช้ความฉลาดรอบคอบและสุจริตวินิจฉัยปัญหา และสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้อง นำความรู้ความคิดของตน ๆ ที่มีอยู่มาเชื่อมโยงเข้ากันให้พร้อมเพรียง ประสมประสานความรู้ความคิดนั้นด้วยเหตุผลและวิจารณญาณ แล้วนำออกใช้ให้ได้ผล กล่าวคือแก้ไขเปลี่ยนแปลงจุดที่บกพร่อง ส่งเสริมจุดที่ดีให้มั่นคงยิ่งขึ้น"
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น 
ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๐

 

 

"การทำความดีนั้น สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวเอง ผู้อื่นไม่สำคัญและไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเป็นห่วงหรือต้องรอคอยเขาด้วย เมื่อได้ลงมือลงแรงกระทำแล้ว ถึงแม้จะมีใครร่วมมือด้วยหรือไม่ก็ตาม ผลดีที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน"
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐

 

 

"ถ้าท่านทั้งหลายช่วยกันคิดช่วยกันทํา แม้จะมีการถกเถียงกันบ้างก็เถียงกันแต่เถียงด้วยรากฐานของเหตุผลและเมตตาซึ่งกันและกัน และสิ่งที่สูงสุดก็คือประโยชน์ร่วมกัน คือความพอมีพอกินพออยู่ปลอดภัยของประเทศชาติ ทั้งนี้ ถ้าทําไปตามที่ว่านี้ก็เป็นของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่า และขอขอบใจท่านทั้งหลายที่ได้อุตส่าห์มาในวันนี้ที่ได้มาให้พรได้ส่งกําลังใจมาให้ ก็ขอให้สะท้อนกําลังใจนี้ไปให้ท่านทั้งหลาย และตลอดจนให้คุ้มครองทุกคนที่ปรารถนาดีต่อส่วนรวมโดยแท้เพื่อให้ส่วนรวมอยู่เป็นปึกแผ่น และประเทศไทยยังคงอยู่ ไม่ได้หมายความว่าจะให้อยู่เหนือโลก ให้อยู่ในโลกอย่างดีอย่างร่มเย็นเป็นสุข"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗

 

 

“การทำความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้องการของมนุษย์ จึงทำได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่ว่าที่ร้อยตำรวจตรีฯ 
โรงเรียนนายร้อยตำรวจฯ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๙ 

 

 


"ผู้ที่มีหน้าที่ต่าง ๆ กัน ย่อมต้องทําหน้าที่นั้นให้ดีข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งในการทําหน้าที่นั้น ต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นสามารถทําหน้าที่ได้ข้อต่อไป หน้าที่แต่ละคน แต่ละคนก็มีและมีความสามารถแตกต่างกัน จะต้องอาศัยผู้อื่นในสิ่งที่เราไม่แตกฉาน เราไม่ชํานาญ
ฉะนั้น แต่ละคนย่อมต้องอาศัยคนอื่น ถ้าแต่ละคนอาศัยคนอื่นได้ก็เป็นบุญของแต่ละคน เพื่อที่จะให้อาศัยได้ก็ต้องเมตตาซึ่งกันและกัน ถ้าเมตตาซึ่งกันและกันแล้ว สิ่งที่เราต้องการก็ได้มาแล้ว คือความเอ็นดูของผู้อื่น เราเมตตาเขา เขาก็เมตตาเรา ถ้าเมตตาแล้วก็ดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องที่กินไม่ได้แต่ว่าความเมตตานี้ก็นํามาสู่ความเอื้อเฟื้อ ความเอื้อเฟื้อทั้งในด้านความเป็นอยู่ ทั้งในด้านความปลอดภัยของตน ทั้งในความเจริญ ความก้าวหน้า ความสุขที่เพิ่มขึ้น"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย วันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

 

 

"ชาติถ้าไม่มีบุคคล ไม่มีพลเมือง ไม่มีชาวไทย ไม่มีคนไทย ก็ไม่มีชาติไทย ถ้าทุกคนซึ่งประกอบขึ้นมาเป็นประเทศ ทําดี ประโยชน์ตกแก่ชาติ เมื่อประโยชน์ตกแก่ชาติแล้วประโยชน์ก็ตกแก่บุคคลนั่นเอง ถ้าหากว่าแต่ละคนนึกถึงตัวเองมากเกินไป หมายความว่านึกถึงตัวเองในทางที่ว่า ตัวมีความรู้อย่างนี้ๆ จะต้องให้ความรู้นี้สําเร็จไปคนอื่นไม่เห็นด้วยก็ช่างเขา คนอื่นไม่เข้าใจช่างเขา คนอื่นเสียประโยชน์ช่างเขา นั้นไม่ได้ เพราะถ้าประเทศชาติส่วนรวมเสียประโยชน์ ในที่สุดเราเองก็เสียประโยชน์"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่คณะบุคคล ในโอกาสเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาท
ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓

 

 

"ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรักความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน ให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ ทุกคนทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนเองประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สำเร็จผลได้ ดังที่ใจปรารถนา"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๔ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

 

 

“การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนร่วมด้วย”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 
พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔

 

 

“ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็กเพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็ง ในกาย ในใจ ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต ๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๘

 

 

อ้างอิงข้อมูลดีๆจาก - เฟสบุ๊ค พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 , www.cca.chula.ac.th , th.wikipedia.org

"ผู้ที่มีหน้าที่ต่าง ๆ กัน ย่อมต้องทําหน้าที่นั้นให้ดีข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่งในการทําหน้าที่นั้น ต้องไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นสามารถทําหน้าที่ได้ข้อต่อไป หน้าที่แต่ละคน แต่ละคนก็มีและมีความสามารถแตกต่างกัน จะต้องอาศัยผู้อื่นในสิ่งที่เราไม่แตกฉาน เราไม่ชํานาญ
ฉะนั้น แต่ละคนย่อมต้องอาศัยคนอื่น ถ้าแต่ละคนอาศัยคนอื่นได้ก็เป็นบุญของแต่ละคน เพื่อที่จะให้อาศัยได้ก็ต้องเมตตาซึ่งกันและกัน ถ้าเมตตาซึ่งกันและกันแล้ว สิ่งที่เราต้องการก็ได้มาแล้ว คือความเอ็นดูของผู้อื่น เราเมตตาเขา เขาก็เมตตาเรา ถ้าเมตตาแล้วก็ดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องที่กินไม่ได้แต่ว่าความเมตตานี้ก็นํามาสู่ความเอื้อเฟื้อ ความเอื้อเฟื้อทั้งในด้านความเป็นอยู่ ทั้งในด้านความปลอดภัยของตน ทั้งในความเจริญ ความก้าวหน้า ความสุขที่เพิ่มขึ้น"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ซึ่งเฝ้า ฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย วันเสาร์ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙

 

 

"ชาติถ้าไม่มีบุคคล ไม่มีพลเมือง ไม่มีชาวไทย ไม่มีคนไทย ก็ไม่มีชาติไทย ถ้าทุกคนซึ่งประกอบขึ้นมาเป็นประเทศ ทําดี ประโยชน์ตกแก่ชาติ เมื่อประโยชน์ตกแก่ชาติแล้วประโยชน์ก็ตกแก่บุคคลนั่นเอง ถ้าหากว่าแต่ละคนนึกถึงตัวเองมากเกินไป หมายความว่านึกถึงตัวเองในทางที่ว่า ตัวมีความรู้อย่างนี้ๆ จะต้องให้ความรู้นี้สําเร็จไปคนอื่นไม่เห็นด้วยก็ช่างเขา คนอื่นไม่เข้าใจช่างเขา คนอื่นเสียประโยชน์ช่างเขา นั้นไม่ได้ เพราะถ้าประเทศชาติส่วนรวมเสียประโยชน์ ในที่สุดเราเองก็เสียประโยชน์"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่คณะบุคคล ในโอกาสเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาท
ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓

 

 

"ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรักความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน ให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ ทุกคนทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนเองประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สำเร็จผลได้ ดังที่ใจปรารถนา"
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๔ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

 

 

“การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนร่วมด้วย”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 
พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔

 

 

“ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็กเพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็ง ในกาย ในใจ ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต ๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๘

 

 

อ้างอิงข้อมูลดีๆจาก - เฟสบุ๊ค พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 , www.cca.chula.ac.th , th.wikipedia.org


เรื่องที่เกี่ยวข้อง