สรุป พ.ร.บ. เงินทดแทนประกันสังคมฉบับใหม่

ข่าว
โดย จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

สำหรับคนทำงานทุกคนที่สังกัดภายใต้บริษัทนั้นจะต้องทำประกันสังคมกันอย่างแน่นอนตามที่กฏหมายกำหนดไว้ แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่าประกันสังคมที่เราถูกหักจากฐานเงินเดือนทุกเดือนนั้นมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

 

 

เพราะในชีวิตการทำงานนั้นทุกคนมีโอกาสเจ็บป่วย หรือสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ จนบางครั้งมีเหตุให้ต้องหยุดงานด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในเรื่องต่าง ๆ แต่ล่าสุดได้มีประกาศพ.ร.บ.เงินทดแทน (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2561 ซึ่งทำการปรับปรุงความคุ้มครองให้ดีขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย...

กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทุนในการจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้าง  เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายหรือสูญหายเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง โดยนายจ้างเป็นผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพียงฝ่ายเดียว

 

กิจการที่ได้รับการยกเว้น
      1. ราชการส่วนกลาง,ส่วนภูมิภาค  และส่วนท้องถิ่น
      2. รัฐวิสาหกิจ
      3. กิจการเพาะปลูก  ประมง  ป่าไม้  และเลี้ยงสัตว์  ซึ่งไม่ใช้ลูกจ้างตลอดปี  และไม่มีงานในลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
      4. ครู  หรือ  ครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชน
      5. กิจการที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ
      6. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา   ซึ่งงานที่ลูกจ้างทำนั้นมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
      7. ลูกจ้างของนายจ้างซึ่งประกอบการค้าเร่หรือการค้าแผงลอย

หน้าที่ของนายจ้าง
            -  ขึ้นทะเบียนนายจ้าง  ภายใน 30 วันนับแต่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
            -  จ่ายเงินสมทบประจำปี
            -  รายงานค่าจ้างจริงของปีที่ผ่านมาภายในเดือนกุมภาพันธ์
            -  แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของนายจ้าง  ภายใน 30 วัน
            -  แจ้งการประสบอันตรายของลูกจ้าง  ภายใน 15 วัน  นับแต่วันทราบเหตุ

 

 

 

พ.ร.บ.เงินทดแทน ปี 2561 ได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์หลายอย่างให้ดีและครอบคลุมมากขึ้น ดังนี้
1. กรณีเจ็บป่วย จากการทำงานจนไม่สามารถทำงานได้
         -ได้รับเงินชดเชยหยุดงานเพิ่มเป็น 70% จากเดิม 60% ของค่าจ้างรายเดือน (ฐานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท) โดยจะต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุให้หยุดพักรักษาตัว และลูกจ้างหยุดพักรักษาตัวจริงตามใบรับรองแพทย์   
          -ได้รับเงินชดเชยตั้งแต่วันแรกที่หยุดงาน จากเดิมจ่ายเฉพาะกรณีหยุดงาน 3 วันติดต่อกัน โดยจะได้รับเงินต่อเนื่องไม่เกิน 1 ปี  
          -ลูกจ้างราชการ ได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยจากการทำงาน จนสิ้นสุดการรักษาไม่ว่าค่ารักษาจะเป็นเท่าไร  
          -ลูกจ้างส่วนเอกชน ได้รับสิทธิเพิ่มค่ารักษาพยาบาลจนการรักษาสิ้นสุด จากเดิมตั้งเพดานที่ 2 ล้านบาท 
          -กรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
          -หากลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ต้องฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังประสบเหตุ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

2. กรณีสูญเสียอวัยวะบางส่วน 
           -ได้รับเงินชดเชยหยุดงานเพิ่มเป็น 70% ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 10  ปี 
          สำหรับการประเมินค่าทดแทนการสูญเสียอวัยวะ ลูกจ้างต้องได้รับการรักษาพยาบาลจนสิ้นสุดการรักษา และอวัยวะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่ลูกจ้างประสบอันตราย หลังจากนั้น สามารถติดต่อเพื่อเข้ารับการประเมินการสูญเสียอวัยวะได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่นายจ้างมีภูมิลำเนาหรือลูกจ้างทำงานอยู่
          ทั้งนี้ หากลูกจ้างเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับค่าทดแทนครบตามระยะเวลาที่ได้รับสิทธิ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนนั้นให้แก่ทายาท หรือผู้มีสิทธิ จนครบกำหนดระยะเวลา แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี เช่น ลูกจ้างต้องได้รับเงินทดแทนเป็นเวลา 10 ปี แต่ได้รับเงินเพียง 7 ปี ก็เสียชีวิต เงินทดแทนส่วนที่เหลืออีก 3 ปี นายจ้างจะต้องจ่ายให้ทายาท หรือผู้มีสิทธิต่อไป


3. กรณีทุพพลภาพ 
          - ได้รับเงินชดเชยหยุดงานเพิ่มเป็น 70% ของค่าจ้างรายเดือน  
          - เพิ่มระยะเวลาจ่ายเงินทดแทน เป็นไม่น้อยกว่า 15 ปี จากเดิมไม่เกิน 15 ปี  
          ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การเป็นผู้ทุพพลภาพ หมายความว่า ลูกจ้างสูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกาย หรือสูญเสียสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงถึงขนาดไม่สามารถทำงานตามปกติได้ สามารถประเมินการสูญเสียอวัยวะได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่นายจ้างมีภูมิลำเนาหรือลูกจ้างทำงานอยู่

4. กรณีเสียชีวิตหรือสูญหาย 
          - เพิ่มระยะเวลาจ่ายเงินทดแทน 70% ของค่าจ้างรายเดือน ให้ผู้มีสิทธิเป็น 10 ปี จากเดิม 8 ปี
          - กรณีเสียชีวิต นายจ้างต้องจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกค้าตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง 
          สำหรับกรณีสูญหาย หมายความว่า การที่หายไปในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง ซึ่งมีเหตุควรเชื่อว่าลูกจ้างเสียชีวิต เพราะประสบเหตุอันตราย รวมถึงการที่ลูกจ้างหายไประหว่างเดินทาง เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 120 วันนับแต่วันเกิดเหตุ 

 

 

ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตหรือสูญหาย ได้แก่ 
          1. มารดา 
          2. บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย 
          3. สามีหรือภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย 
          4. บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้มีสิทธิรับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี 
          5. บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หากอยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้มีสิทธิรับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี     
          6. บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ที่ทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย   
          7. บุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายใน 310 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตาย หรือวันที่เกิดเหตุสูญหาย มีสิทธิรับเงินทดแทนนับแต่วันคลอด 
          8. หากไม่มีบุคคลดังกล่าวข้างต้น ให้ผู้อยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายเป็นผู้มีสิทธิ แต่ผู้อยู่ในอุปการะดังกล่าวจะต้องได้รับความเดือดร้อน เพราะขาดอุปการะจากลูกจ้างที่ตายหรือสูญหาย 

 

พ.ร.บ.เงินทดแทน (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2561 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป
กฏหมายกองทุนเงินทดแทนฉบับนี้ จะคุ้มครองลูกจ้างในองค์กร ดังต่อไปนี้
          1. ลูกจ้างในองค์กรเอกชน 
          2. ลูกจ้างราชการ (ไม่รวมข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ)  
          3. ลูกจ้างในองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ 
          4. ลูกจ้างที่ได้รับการจ้างงานในต่างประเทศ (Local staff) ของสถานเอกอัครราชทูตและองค์กรระหว่างประเทศ 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก ราชกิจจานุเบกษา, สำนักงานประกันสังคม 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง