คำทำนายพระอรหันต์ เกี่ยวกับบ้านเมือง และ ราชวงศ์จักรี

ประวัติศาสตร์
โดย ปิยะนัย เกตุทอง วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562
คำทำนายพระอรหันต์ เกี่ยวกับบ้านเมือง และ ราชวงศ์จักรี

ปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาลนี้ ถูกเปิดเผยโดยบรรดาสานุศิษย์ของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงพ่อปาน ในสมัยที่พระคุณท่านยังดำรงสังขารอยู่ได้เล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟัง เรื่องปริศนาคำทำนาย ที่เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเปรียบเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งได้ทำนายไว้ตั้งแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะสูญเสียอิสรภาพให้กับประเทศพม่า หรือก่อนที่กรุงเทพยังไม่ปรากฏขึ้น ซึ่งหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้ไปค้นเจอตำราคำทำนายนี้ในกุฏิหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นสมุดข่อยเก่าแก่ ใกล้จะขาดเสียหาย ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนานรุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่สมัยอาจารย์ ของอาจารย์หลวงปู่ปาน โดยได้ทำนายไว้ว่า

 

(หลวงปู่ปาน พระอาจารย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

 

กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แต่จะสูญเสียอิสรภาพไม่นานนัก เพราะจะมีคนดีของกรุงศรีอยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ใหม่ และเหตุการณ์ต่างๆของกรุงศรีอยุธยา ก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกประการ และพระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวยังได้ทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศไทยในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละรัชกาลมีดังต่อไปนี้

 

 

(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

รัชกาลที่ ๑ ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
รัชกาลที่ ๒ ทำนายว่า รู้จักธรรม
รัชกาลที่ ๓ ทำนายว่า จำต้องคิด
รัชกาลที่ ๔ ทำนายว่า สนิทธรรม
รัชกาลที่ ๕ ทำนายว่า จำแขนขาด

รัชกาลที่ ๖ ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
รัชกาลที่ ๗ ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
รัชกาลที่ ๘ ทำนายว่า ยุคทมิฬ
รัชกาลที่ ๙ ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
รัชกาลที่ ๑๐ทำนายว่า ชาววิไล

ซึ่งคำทำนายทั้งหมดมีความหมายดังต่อไปนี้

 

 

ข้อที่ ๑.ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถูกทำนายไว้ว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์ ซึ่งมีความหมายว่า ทรงผ่านพระเจ้าตากสินขึ้นครองพระราชสมบัติ

 

ข้อที่ ๒.ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถูกทำนายไว้ว่า รู้จักธรรม ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่างจากศึกสงคราม ท่านก็ได้หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่

 

ข้อที่ ๓.ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า จำต้องคิด ซึ่งมีความหมายว่า พระราชาองค์นี้ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

 

ข้อที่ 4.ใสมัยรัชกาลที่ 4 ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า สนิทธรรม ซึ่งมีความหมายว่า พระราชาองค์นี้ จะทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา จึงมีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับสมเด็จพระพุทธอาจารย์โตอย่างยิ่งหรือเรียกได้ว่าเป็นคู่บารมี

 

ข้อที่ ๕. ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า จำแขนขาด ซึ่งมีความหมายว่า จะมีการเสียดินแดนของประเทศเกิดขึ้นไปหลายครั้งหลายหน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยอมเสียแขน ขา ดีกว่าสูญเสียตัวทั้งหมด จึงยอมเสียแผ่นดินไปบางส่วนเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้จนมาถึงวันนี้ 

 

 


 

ข้อที่ ๖. ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า ราษฎร์ราชาโจร ซึ่งมีความหมายว่า เงินในท้องพระคลังจะถูกนำออกมาใช้จ่ายจนหมดสิ้น แต่พระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม และทรงมีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังทรงทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยในสงครามครั้งที่๑ จึงเป็นเหตุที่ต้องใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะใช้เงินในท้องพระคลังไปจำนวนมาก แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองของเราอย่างมากมาย

 

ข้อที่ ๗. ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า นั่งทนทุกข์ ซึ่งมีความหมายว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เพราะเงินในท้องพระคลังได้หมดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อน พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ และถึงกับต้องปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมากในครานั้น   เท่านั้นยังไม่พอต่อมาพระองค์จำพระทัยต้องสละราชสมบัติ ก่อนจะเดินทางออกจากประเทศของตนไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์

 

ข้อที่ ๘. ในสมัยรัชกาลที่ ๘ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ถูกทำนายไว้ว่า ยุคทมิฬ ซึ่งมีความหมายว่า บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยาก ยากแค้นแสนสาหัส พระพระมหากษัตริย์จะถูกรอบปลงพระชนม์จนสวรรคต

 

ข้อที่ ๙. ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ถูกทำนายไว้ว่า ถิ่นกาขาว ซึ่งมีความหมายว่า กาซึ่งปรกติจะตัวดำแต่คนในยุคนี้กับมองเห็นเป็นกาสีขาว คนพาล คนชั่วแต่ผู้คนกลับมองว่าเป็นคนดี ยกย่องสรรเสริญคนไม่ดี สนับสนุนคนพาล คนเลวทำตัวเป็นดีเดินตามถนน ส่วนคนดีเดินก้มหน้าตามตรอก คนเลวแกล้งทำตัวเป็นคนดีจนสังคมแยกไม่ออก ว่าใครดีใครชั่ว พร้อมทั้งกดขี่คนดี

 

ข้อที่ ๑๐. ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ถูกทำนายไว้ว่า ชาววิไล ซึ่งมีความหมายว่า ประเทศไทยของเราได้ก้าวพ้นช่วงยุคเข็ญมาแล้ว และนับแต่นี้ต่อไป ประเทศไทยของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง ประเทศไทยจะได้พบกับความมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เพราะความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยรวมถึงขุมทรัพย์มหาศาลในผืนแผ่นดิน เมื่อใดที่มีผู้บริหารดีมีความจริงใจต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทรัพย์พยากรณ์ที่มีอยู่มากมายจะปรากฏขึ้น น้ำมันที่มีอยู่มากมายมหาศาลใต้ผืนดินของประเทศไทย พอๆกับแม่น้ำสายหนึ่ง กว้างประมาณหนึ่งกิโลเมตรและยาวกว่าหลายร้อยกิโลเมตร ที่กำลังไหลผ่านประเทศของเราลงสู่ท้องทะเล เมื่อใดก็ตามที่ประเทศของเราได้ผู้บริหารประเทศที่ดี มีมือสะอาดซื่อสัจสุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ด้วยขุมทรัพย์มหาศาลในเมืองไทย จะทำให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองแห่งมหาเศรษฐีมีชื่อเสียงก้องระบือไปทั่วโลก และจะได้เป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งในเอเชีย


เรื่องที่เกี่ยวข้อง