"เรือน้ำตาล" อนุสรณ์ความแค้นของ "เสด็จเตี่ย" ใช้แก้เผ็ดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒

ประวัติศาสตร์
โดย เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562
"เรือน้ำตาล" อนุสรณ์ความแค้นของ "เสด็จเตี่ย" ใช้แก้เผ็ดวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒

 

          ในสมัยโบราณยังมิได้มีการแบ่งแยกกำลังรบทางเรือออกจากทางบก จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเริ่มมีการแบ่งแยกกำลังรบทางเรือออกจากทางบก เมื่อครั้งเริ่มแรกตั้งกรมทหารเรือนั้น กิจการทหารเรือบางประเภทยังขาดบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญ จำเป็นต้องจ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการตามตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ อาทิ ผู้บังคับการเรือและผู้บัญชาการป้อมต่างๆ 

 

            ต่อมาภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า กิจการของทหารเรือเท่าที่อาศัยชาวต่างประเทศเข้ามาประจำตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ นั้น ไม่อาจที่จะหวังในด้านการรักษาอธิปไตยของชาติได้ดีเท่ากับคนไทยเอง พระองค์มีพระราชประสงค์ให้จัดการศึกษาแก่ทหารเรือไทย ให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะรับตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ในเรือแทนชาวต่างชาติที่จ้างไว้ต่อไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรส เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือยังประเทศอังกฤษ      

   

 

 

           จากเหตุการณ์นี้ทำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้ทรงสร้าง "เรือน้ำตาล" อนุสรณ์แห่งความแค้น เพื่อเตือนใจเพื่อหาทางแก้เผ็ดจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้

 

         

             วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสในสมัยสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ ๓ ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จากการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน) ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ครั้งนี้คือนายโอกุสต์ ปาวี รองกงสุลฝรั่งเศสประจำนครหลวงพระบาง ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์ของฝ่ายฝรั่งเศสในดินแดนลาว

 

 

        โดยใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของสยามที่ไม่สามารถดูแลหัวเมืองชายแดนได้ทั่วถึง การก่อกบฏในเวียดนามที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ การปราบฮ่อซึ่งแตกพ่ายจากเหตุการณ์กบฏไท่ผิงในจีน และการทวีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสที่กรุงปารีส

 

 

            ผลของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายไทยจำต้องยอมยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส นับเป็นการขยายอิทธิพลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของฝรั่งเศสในภูมิภาคอินโดจีน และนำไปสู่การสูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมาอีกด้วย

 

 

            จากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างบาดแผลและเจ็บแค้นในอกประชาชนคนไทย โดยเฉพาะ พลเรือเอกพระบรมวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ “เสด็จเตี่ย” โดยหนึ่งในเครื่องเตือนใจให้นึกถึงสิ่งที่ฝรั่งเศสทำต่อเรา นั่นคือ

 

 

(เรือน้ำตาล ของเสด็จเตี่ย อนุสรณ์ความแค้น..เพื่อเตือนใจกับสิ่งที่ฝรั่งเศสทำต่อสยาม) 

 

 


 

            “เรือน้ำตาล” เป็นเรือที่ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๙ มีคำว่าธนบุรี ร.ศ. ๑๑๒ ที่หัวเรือ เรือน้ำตาลตั้งไว้บนบกให้ได้เห็นทุกวันเป็นการเตือนใจให้หาทาง แก้เผ็ด และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่น ร.ศ.๑๑๒ เกิดขึ้นอีก ที่ทรงใช้ชื่อว่า "เรือน้ำตาล" เพราะน้ำตาล แก้รสเผ็ดได้ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นเรือที่ลอยน้ำไม่ได้ (เช่นเดียวกับน้ำตาล) ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์แล้ว “เรือน้ำตาล” ลำนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้นักเรียนนายเรือฝึกหมุนเรือเพื่อหา ดิวิเอชั่นและการสอดแท่งแม่เหล็กแก้อัตราผิดของเข็มทิศอีกด้วย

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112  โดย จารุวรรณ สุขุมาลพงษ์ 

                           กองวิชาการเรือและเดินเรือ 

                           https://th.wikipedia.org/wiki/วันกองทัพเรือ_(ประเทศไทย)

                           https://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤตการณ์_ร.ศ._112

ขอบคุณภาพจาก :   sundowner.bloggang.com


เรื่องที่เกี่ยวข้อง