"ผักแพว" สุดยอดสมุนไพรพื้นบ้าน ต้านมะเร็ง ชะลอแก่

สุขภาพ
โดย จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562

ถ้าพูดถึงผัก หลายคนมักคิดถึงผักทั่วไปอย่าง ผักกาดขาว ผักคะน้า หรือผักบุ้ง แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงผักพื้นบ้าน สรรพคุณเด็ดอย่าง "ผักแพว" หรือ ผักไผ่ ซึ่งเป็นชื่อเรียกทางภาคเหนือ มีลำต้นสีแดง บางครั้งผู้คนจึงเรียกว่า "ผักแพวแดง" โดยพืชชนิดนี้มักเจริญเติบโตในที่ชื้นแฉะ และขยายพันธ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พบไปทั่วไปในประเทศไทย และเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

 

 

นอกจากนี้ "ผักแพว" ยังมีคุณค่าทางโภชนาการอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญสูงกว่าพืชผักชนิดอื่นในปริมาณเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ ซี แคลเซียม รวมไปถึงธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยในการขบถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก ไปจนถึงป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูง ทำให้ "ผักแพว" ถูกจัดอยู่ในผักที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุด ติด 1 ใน 10 ผักพื้นบ้านของไทย

 

 

สรรพคุณของผักแพว
1.ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง (ใบ)
2.ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย (ใบ)
3.ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)[
4.ช่วยป้องกันโรคหัวใจ (ใบ)
5.รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น (ใบ)
6.ช่วยบำรุงประสาท (ราก)
7.ช่วยขับเหงื่อ (ดอก)[
8.ช่วยรักษาโรคหวัด (ใบ)
9.ช่วยรักษาหอบหืด (ราก)
10.ช่วยรักษาโรคปอด (ดอก)
11.ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงถึง 9.7 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในผักที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุด 10 อันดับของผักพื้นบ้านไทย (ใบ)
12.ช่วยแก้อาการไอ (ราก)
13.รากผักแพวช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร (ราก)[7] แก้กระเพาะอาหารพิการหรือกระเพาะอักเสบ (ใบ, ดอก, ต้นราก)

 


14.ผักแพวมีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ใบ, ยอดผักแพว)ใช้เป็นยาขับลมขึ้นเบื้องบน ช่วยให้เรอระบายลมออกมาเวลาท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ, ดอก, ต้นราก)
15.ช่วยแก้อาการเจ็บท้อง (ใบ, ดอก, ต้นราก)
16.ช่วยแก้ท้องเสีย อุจจาระพิการ (ใบ, ดอก, ต้นราก)
17.ใบผักแพวช่วยรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด แต่ต้องรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน
18.ช่วยแก้อาการท้องรุ้งพุงมาน (ใบ, ดอก, ต้นราก)
19.ราก ต้น ใบ และดอก นำมาปรุงเป็นยาได้ ใช้รักษาริดสีดวงทวาร (ใบ, ดอก, ต้น, ราก)
20.ลำต้นผักแพวใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น)

 


21.ช่วยลดอาการอักเสบ (ใบ)
22.ช่วยรักษาโรคตับแข็ง (ใบ)
23.ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ราก)
24.ใบผักแพวใช้แก้ตุ่มคัน ผดผื่นคันจากเชื้อรา เป็นกลากเกลื้อน[6] ด้วยการใช้ใบหรือทั้งต้นนำมาคั้นหรือตำผสมกับเหล้าขาว แล้วใช้เป็นยาทา (ใบ, ทั้งต้น)
25.ช่วยแก้เส้นประสาทพิการ แก้เหน็บชาตามปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และอาการมือสั่น (ใบ, ดอก, ต้นราก)
26.ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงเลือดลมของสตรี (ใบ, ดอก, ต้นราก)
27.ช่วยรักษาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ราก)


ประโยชน์ของผักแพว
1.ผักแพวมีวิตามินเอสูง จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี โดยมีวิตามินเอสูงถึง 8,112 หน่วยสากล ในขณะที่อีกข้อมูลระบุว่ามีมากถึง 13,750 มิลลิกรัม
2.รสเผ็ดของผักแพวช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในเลือด เหมาะเป็นผักสมุนไพรลดความอ้วนได้โดยไม่ขาดสารอาหาร เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยและวิตามิน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอหรือวันละไม่น้อยกว่า 3 ขีด
3.ผักแพวมีแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี
4.ผักแพวเป็นผักที่ติดอันดับ 8 ของผักที่มีวิตามินซีสูงสุด โดยมีวิตามินซี 115 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม

 


5.ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้ประกอบอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้แกล้มกับอาหารที่มีรสจัด ใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารอีสาน อาหารเหนือ อาหารเวียดนาม หรือนำมาหั่นเป็นฝอย ใช้คลุกเป็นเครื่องปรุงสดประกอบอาหารประเภทลาบ ลู่ ตำซั่ว ก้อยกุ้งสด ข้าวยำ แกงส้ม เป็นต้น[
6.ใบผักแพวนำมาใช้แกงประเภทปลา เพื่อช่วยดับกลิ่นของเนื้อสัตว์หรือกลิ่นคาวปลาได้
7.ผักแพวมีธาตุเหล็กสูงสุดติด 1 ใน 5 อันดับของผักที่มีธาตุเหล็กสูง

 

 

คุณค่าทางโภชนาการ
พลังงาน 54 กิโลแคลอรี , คาร์โบไฮเดรต 7.7 กรัม , เส้นใยอาหาร 1.9 กรัมดอกผักแพว , ไขมัน 0.5 กรัม , โปรตีน 4.7 กรัม , น้ำ 83.4% , วิตามินเอ 8,112 หน่วยสากล , วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม , วิตามินบี 2 0.59 มิลลิกรัม , วิตามินบี 3 1.7 มิลลิกรัม , วิตามินซี 77 มิลลิกรัม , ธาตุแคลเซียม 79 มิลลิกรัม , ธาตุเหล็ก 2.9 มิลลิกรัม , ธาตุฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม

 

 

เคล็ดลับการเลือกซื้อผักแพว : ควรเลือกซื้อผักแพวสด หรือดูที่ความสดของใบเป็นหลัก ไม่เหี่ยวและเหลือง แต่ถ้ามีรอยกัดแทะของหนอนแมลงบ้างก็ไม่เป็นไร ด้านการเก็บรักษาผักแพวก็ทำเหมือนผักทั่วๆไป คือเก็บในถุงพลาสติกแล้วปิดให้สนิทหรือจะเก็บใส่กล่องพลาสติกสำหรับเก็บผักแล้วนำใส่ตู้เย็นก็ได้เช่นกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก กองโภชนาการ กรมอนามัย 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง