อย่าเข้าใจผิด! การ "นอนกรน" ไม่ใช่เรื่องปกติ แก้ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องนอนอุดหูอีกต่อไป

สุขภาพ
โดย จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

นอนกรนมักเกิดขึ้นในช่วงของการหลับลึกและจะกรนดังมากขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย โดยมีเสียงเกิดขึ้นที่บริเวณลำคอระหว่างหายใจเข้าในขณะนอนหลับ พบได้ในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ส่วนมากผู้ที่นอนกรนมักเกิดอาการร่วมกันระหว่างทางเดินหายใจถูกปิดกั้นและอวัยวะภายในลำคอสั่น เสียงที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของอวัยวะที่เกิดการสั่น เช่น หากเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณด้านหลังของโพรงจมูกสั่นจะทำให้เกิดเสียงขึ้นจมูก หรือหากเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่สั่นจะทำให้เกิดเสียงที่ดังมากขึ้นในลำคอ เป็นต้น

 

นอนกรนมักเกิดขึ้นในช่วงของการหลับลึกและจะกรนดังมากขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย โดยมีเสียงเกิดขึ้นที่บริเวณลำคอระหว่างหายใจเข้าในขณะนอนหลับ พบได้ในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ส่วนมากผู้ที่นอนกรนมักเกิดอาการร่วมกันระหว่างทางเดินหายใจถูกปิดกั้นและอวัยวะภายในลำคอสั่น เสียงที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของอวัยวะที่เกิดการสั่น เช่น หากเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณด้านหลังของโพรงจมูกสั่นจะทำให้เกิดเสียงขึ้นจมูก หรือหากเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่สั่นจะทำให้เกิดเสียงที่ดังมากขึ้นในลำคอ เป็นต้น

 

คนส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการนอนกรนซึ่งมีผลกระทบต่อคนที่อยู่ด้วย และถ้าคู่ของคุณเป็นคนนอนกรนคุณจะเข้าใจถึงปัญหานี้ดี เราทุกคนคงไม่อยากนอนร่วมกับคนที่มีปัญหานี้เพราะมันทำให้เราต้องสะดุ้งตื่นมากลางดึกพร้อมกับความหงุดหงิด
 

ส่วนใหญ่อาการนอนกรนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราหลับลึก เกิดจากผนังจมูกมีลักษณะบีบรัดผิดปรกติหรืออาจเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป อีกทั้งยังเกิดได้จากการมีน้ำหนักเกิน นอกจากนี้การนอนกรนยังสร้างเสมหะขึ้นในลำคอและจมูก 

แต่ตอนนี้เรามีข่าวดีมาบอก วิธีการรักษาธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพช่วยหยุดการนอนกรนได้ มีหลายคนบอกว่าการดื่มน้ำผลไม้แสนอร่อยต่อไปนี้ช่วยป้องกันการนอนกรนได้

ส่วนผสม: 

มะนาว ¼ ลูก
แครอท 2 ลูก
ขิงสด 1หัว
แอปเปิ้ล 2ลูก

 

 

วิธีทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดลงไปปั่นหรือคั้นให้เข้ากัน

วิธีใช้

ดื่มน้ำผลไม้นี้สัก 2-3 ชั่วโมงก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน ส่วนผสมของน้ำผลไม้ธรรมชาตินี้มีคุณสมบัติอย่างมาก เพราะในน้ำมะนาวมีวิตามินซีสูงช่วยทำความสะอาดของเหลวในรูจมูกในขณะที่แครอทและแอปเปิ้ลช่วยล้างรูจมูกและส่งเสริมการนอนหลับ นอกจากนี้ขิงยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของการบีบรัดในรูจมูก


ด้านการแพทย์ เบื้องต้นแพทย์จะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับผู้ที่นอนกรนในระดับที่ไม่รุนแรง เช่น ลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนเข้านอน เปลี่ยนท่านอนจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง เป็นต้น ส่วนผู้ที่นอนกรนในระดับรุนแรงหรือมีสาเหตุการกรนมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์อาจมีแนวทางในการรักษาดังต่อไปนี้

การใช้อุปกรณ์ช่วยลดการนอนกรน จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถบรรเทาการนอนกรนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

อุปกรณ์ช่วยลดกรนทางจมูก เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ทางเดินหายใจในจมูก เช่น แผ่นแปะจมูก (Nasal Strip) มีลักษณะเป็นเทปกาวขนาดเล็กแปะที่บริเวณปีกจมูกทั้งสองข้าง

อุปกรณ์ช่วยลดกรนทางปาก เช่น แผ่นแปะคาง (Chin Strip) มีลักษณะเป็นแผ่นหรือเทปแปะที่บริเวณใต้คางเพื่อป้องกันการอ้าปากในขณะนอนหลับ เป็นต้น

เครื่องช่วยจัดตำแหน่งของขากรรไกรล่าง (Mandibular Advancement Device: MAD) จะช่วยเพิ่มพื้นที่หลังของลำคอและป้องกันการตีบแคบของทางเดินหายใจซึ่งจะทำให้ลิ้นสั่นในขณะหายใจและเกิดเสียงกรนได้

การผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถบรรเทาการนอนกรนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้อุปกรณ์ช่วยลดการนอนกรนได้ เช่น

การผ่าตัดกระชับเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และผนังคอหอย (Uvulopalatopharyngoplasty: UPPP) ในบางกรณีอาจมีการผ่าตัดต่อมทอนซิลและต่อมแอดีนอยด์ร่วมด้วย อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการพูดไม่ชัดหลังการผ่าตัด หรือเกิดผลข้างเคียงรุนแรงอย่างอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ประมาณ 1% เช่น เลือดออกมาก ปอดติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

การผ่าตัดตกแต่งเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนและลิ้นไก่โดยใช้เลเซอร์ (Laser-Assisted Uvulopalatoplasty: LAUP) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งแต่ในระยะยาวอาจให้ผลลัพธ์ได้ไม่ดีเท่าการผ่าตัดกระชับเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และผนังคอหอย

การผ่าตัดเพดานอ่อน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เนื้อเยื่อและลดการสั่นของเพดานอ่อนในขณะนอนหลับ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation: RFA) ด้วยการใช้คลื่นวิทยุทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น หรือการฝังพิลลาร์ (Pillar Procedure) โดยฉีดเส้นใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ที่เพดานอ่อน

การใช้ยา เพื่อรักษาที่ต้นเหตุของการนอนกรน เช่น ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ในการบรรเทาอาการบวมและระคายเคืองในจมูกของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือยาแก้คัดจมูก (Nasal Decongestant) แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกิน 7 วัน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้

 

การนอนกรนอาจไม่เป็นอันตรายอะไรมากนัก แต่ถ้าคุณนอนกรนเป็นประจำจะทำให้เกิดการหายใจติดขัดหรือทำให้การนอนหลับเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นคุณจึงได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้


ขอบคุณคลิปจาก Noledge Channel

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง