วีรกรรม "บ้านพรานนก" ของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ" สู่ "วันทหารม้า"

ประวัติศาสตร์
โดย เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562
วีรกรรม "บ้านพรานนก" ของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ" สู่ "วันทหารม้า"

          แผ่นดินไทยของเรา ได้มีเอกราช ได้มีอิสรภาพ ได้เพราะบารมีแห่งบูรพกษัตราธิราชเจ้า มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ทรงกอบกู้แผ่นดิน นั้นก็คือ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" ย้อนไปเมื่อครั้งที่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับปวงชนชาวไทย ในแผ่นดิน เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๑๒๘ ตรงกับวันที่ ๔ มกราคม ๒๓๐๙ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ ได้สู้รบกับทหารม้าพม่า ที่ไล่ติดตามขณะหลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา ณ บ้านพรานนก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ชัยชนะอย่างงดงาม เหล่าทหารม้าของไทยจึงกำหนดให้ วันที่ ๔ มกราคมของทุกปีเป็น วันทหารม้า

 

 

 

 

           สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขณะดำรงตำแหน่งเป็นพระยศเป็นพระยาวชิรปราการ พร้อมด้วยกำลังทหารจำนวนน้อย ได้ตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าที่ล้อม กรุงศรีอยุธยาออกไป เมื่อทหารพม่ารวบรวมกำลังไล่ติดตามมาถึง ณ บ้านพรานนก อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระองค์พร้อมด้วยทหารเอกคู่พระทัยอีก ๔ นาย ได้ทำการรบบนหลังม้า ต่อสู้กับทหารพม่า ๓๐ นาย จนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด จากพระปรีชาสามารถของพระองค์ในครั้งนั้นก่อให้เกิดความหึกเหิมในหมู่ทหาร และประชาชนในการรวบรวมพล เพื่อขับไล่อริราชศัตรู จนบังเกิดผลอย่างรวดเร็ว สามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืนมาได้ในช่วงเวลาอันสั้น

 

 

           ตลอดทางของการรบ ชาวบ้านได้จัดส่งข้าวเม่า ให้เป็นเสบียงและส่งธนูให้แก่ทหารใช้เป็นอาวุธ กองทหารได้ปะทะกับพม่าที่คลองแห่งหนึ่ง พระยาตากตีทหารพม่าแตกพ่าย จึงตั้งชื่อคลองว่า "คลองชนะ" ฝ่ายทหารพม่าได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิดตลอดระยะทางที่หนีออกจากกรุงศรีอยุธยา พระยาตากต้องต่อสู้กับพม่าถึง ๔ ครั้ง แต่กองทหารพม่าก็ไม่ยอมลดละ และไล่ตามไปทันที่บ้านโพธิ์สังหาร มีหญิงสาวชาวบ้านชื่อนางโพ ได้ช่วยรบกับพม่าจนเสียชีวิต และภายหลังจากพระยาตากกู้ชาติได้แล้ว จึงได้ระลึกถึงกลับมาตั้งชื่อหมู่บ้านโพธิ์สังหาร เป็นหมู่บ้านโพสาวหาญ และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน และมีบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งคือ พรานนก หรือเฒ่าคำ ซึ่งเป็นผู้ช่วยจัดเสบียงอาหารให้กับกองทหารพระยาตากในระหว่างสงคราม ในปัจจุบันมีรูปปั้นให้ประชาชนเคารพที่หมู่บ้านพรานนก อำเภออุทัย

 

 


 

            จากการสู้รบในครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงมีกำลังเพียง ๕ นาย แต่ต้องต่อสู้บนหลังม้ากับทหารพม่าถึง ๓๐ นาย และยังมีผลเดินเท้าอีก ๒๐๐ นาย ได้สำเร็จ ย่อมแสดงให้เห็นถึงการใช้คุณลักษณะของทหารม้าในการรบ นั่นก็คือ ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ และความรวดเร็ว ในการเข้าทำลายล้างอย่างสมบูรณ์ ทหาร ม้าจึงยกย่องพระองค์เป็นบูรพาจารย์แห่งการรบบนหลังม้า และเป็นพระบิดาของเหล่าทหารม้าของเรา และได้ถือเอาวันที่พระองค์ท่านได้สร้างวีรกรรมในครั้งนั้นคือ วันที่ ๔ มกราคม ของทุกปีเป็น “วันทหารม้า” ในโอกาสที่วันทหารม้าได้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง โรงเรียนทหารม้าขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย ได้ร่วมน้อมจิตรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้ทุ่มเทพระวรกายเข้าปกป้อง กอบกู้เอกราชของชาติ จนดำรงความเป็นชาติไทย มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

 

            ทั้งนี้กำลังสำคัญในการรบครั้งนี้ ก็คือผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์นั่นก็คือ ๔ ทหารเอก คู่พระทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ได้ร่วมรบบนหลังม้า ต่อสู้กับทหารพม่าจนได้รับชัยชนะ อย่างสวยงาม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/วันทหารม้า

http://www.cavalrycenter.com/learningcenter/index.php/km8/19-2014-02-07-10-46-14 (ศูนย์การทหารม้า)

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง