"มีภรรยามากยิ่งมีบารมีมาก" ชายไทยเจ้าชู้ แม้ไม่ผิดศีล แต่ชีวิตก็ไม่ปกติสุข

Publish 2018-12-06 18:30:06


 

           จากกรณีที่หนุ่มหล่อสักลาย ที่มี ภรรยา ถึง 4 คน ซึ่งมีเสียงวิพากวิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก ว่าการกระทำเหล่านี้ ของชายคนนี้ผิดศีล ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยทราบเลยว่าวัฒนธรรม "ผัวเดียวเมียเดียว" พึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมากนี้เอง และบทบัญญัติของ "เบญจศีล" หรือ "ศีล5" ก็ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องเมียเยอะ แต่ต้องไม่ใช่การ เอาลูกเมียคนอื่นมาทำภรรยา โดยมิได้รับการยินยอมต่อผู้ปกครองของฝ่ายหญิง

 

 



 

          หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ บุคคลที่ขึ้นชื่อว่ามีภรรยาเยอะนั่นก็คือ "เจ้าพระยาโกษาปาน" ด้วยท่านเป็นบุรุษที่รูปงาม และมีกริยาที่เรียบร้อย มีไหวพริบดี และด้วยความสามารถทางการฑูตของท่าน ก็เป็นเสน่ห์ทางด้านของคารม จึงทำให้ท่านมีภรรยาเยอะถึง 22 คน เนื่องด้วยความเชื่อของคนสมัยก่อน เชื่อว่า ยิ่งมีเมียมากนั่นหมายถึงยิ่งมีบารมีมาก โดยทางเพจ ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า 

 

 

           ในจดหมายเหตุของเจ้าพระยาโกษาปานบันทึกไว้ว่า เมื่อคราวที่ท่านไปเป็นราชฑูตที่ฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีสตรีฝรั่งเศสมาถามท่านว่ามีภรรยากี่คน ท่านโกษาปานตอบว่า 22 คน และบอกหญิงนางนั้นอีกว่า "...ที่ฝรั่งเศสอาจเห็นแปลก แต่ในเมืองไทยนั้นไม่มีใครเห็นแปลก เพราะถือว่ายิ่งมีเมียมากก็เท่ากับมีบุญวาสนามาก..."

 

 

            ชาติที่เคร่งศาสนาที่ว่าสูงส่ง ศาสนานั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการรักษาอำนาจของผู้ปกครอง ไม่ได้ช่วยเลิกทาส หรือเลิกวัฒนธรรมหญิงเป็นทาสชาย ถ้าไม่มีฝรั่งเข้ามาวัฒนธรรมพวกนี้ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนได้เองโดยลำพังคนไทยด้วยกัน ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะเวลาผ่านมาเป็นร้อย ๆ ปี เรื่องพวกนี้เราก็ยังคงเป็นอยู่ ขณะที่คนอื่นก้าวข้ามไปก่อนนานมากแล้ว

 

 

ทั้งนี้ในประเด็นดังกล่าว ก้ได้มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเว็ปไซต์พันทิปดอทคอม โดยใช้ชื่อว่า "เป็นอย่างไร-ก็อย่างนั้น" ได้ระบุข้อความว่า

 

 

ศีลข้อ 3 สำหรับคนทั่วไป

ไม่ได้พูดถึง (ไม่ได้ห้าม) การมีคู่เพียงคนเดียว หรือการมีผัวเดียวเมียเดียวครับ การมีคู่เพียงคนเดียว หรือการมีผัวเดียวเมียเดียว เป็นเรื่องของกฏเกณฑ์ที่สังคมใดสังคมหนึ่งให้ค่า ว่าจะยอมรับกันอย่างไร อย่างไรไม่ถูกจารีตประเพณีที่สังคมยอมรับ จึงเป็นคนละเรื่องกับศีลครับ

การมีผัวหรือเมียมากกว่า 1 จึงสามารถทำได้ หากสังคมนั้นๆ เปิดกว้างให้ทำได้ (ซึ่งก็คงมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่ช่วยควบคุมให้เป็นไปอย่างถูกต้องอยู่ในกรอบที่ดีของสังคม ไม่ใช่ใครๆก็มีได้) 

นอกจากนั้น แม้ว่าจะไม่ผิดศีล และแม้ว่าสังคมจะยอมรับแต่จะบอกว่าการมีคู่หลายคน เป็นสิ่งที่ดี น่าส่งเสริม
ก็อาจไม่ใช่ครับ เพราะโดยแนวโน้ม ด้วยกิเลสของคน ในระดับปัจเจก มีโอกาสที่จะเกิดความขุ่นข้อง ความไม่พอใจ ความบาดหมาง ความไม่ปรองดอง ความอิจฉาริษยา มีโอกาสที่จะเกิดความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเพียงคนเดียว ทั้งตัวคน อำนาจ และทรัพย์สมบัติ มีโอกาสที่จะเกิดความเอนเอียง ความอยุติธรรม ที่จะกระตุ้นความคิดความรู้สึกด้านลบอื่นๆ ในครอบครัวที่มีการครองคู่แบบหลายคนได้ (แม้จะการจัดระเบียบในบ้าน ก็ไม่อาจเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ อาจไม่แสดงออกมา แต่ก็ย่อมปรากฏกับใจหรือความคิด คำพูด การกระทำบ้าง ไม่มากก็น้อยเป็นปกติ ขึ้นอยู่กับว่าจะแสดงออกมาเป็นความขัดแย้งชัดเจนหรือไม่) จึงยั่วยุให้คนทำอะไรไปตามอำนาจกิเลสทั้งสิ้นการมีคู่มากกว่า 1 จึงมีโอกาสอย่างมากที่จะส่งเสริมให้ชีวิตไม่เป็นปกติสุข (แม้จะมีความยอมรับของสังคมรองรับอยู่)

ในแง่นี้ จึงถือว่า การมีคู่มากกว่า 1 แม้จะไม่ผิดศีล แต่ก็ไม่ได้ดำเนินตามแนวทางของศีลกลับตรงข้ามกับศีลอย่างยิ่งเพราะศีล มีเพื่อให้เราดำเนินชีวิตไปอย่างปกติสุขทั้งในระดับส่วนบุคคล และระดับสังคม
ชีวิตที่มีศีลจึงไม่เดือดร้อน (จากการผิดศีล หรือไม่มีศีล) เพราะผู้มีศีล ไม่กระทำตนในทางผิด ที่จะทำให้ตนเดือดร้อน ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

 



 

         ในยุคสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ.2475 ในยุค ปฏิวัติสยาม โดยได้บังคับใช้ตามหลักกฎหมาย และผลักดันสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้น ให้ชาวสยามทุกคน ยึดหลัก "ผัวเดียวเมียเดียว" 

         โดย จอมพล ป. ได้คำนึงถึงว่า ชาติจะพัฒนาได้นั้น ควรเริ่มต้นจากครอบครัว ซึ่งการให้มี "ผัวเดียวเมียเดียว" เหตุเพราะ ลดความขัดแย้งในครอบครัว เพื่อจะได้มีแรงในการผลักดันชาติให้พัฒนา และที่สำคัญประชาชนชาวสยาม ก็ได้ซึมซับรูปแบบนี้ และเห็นชอบจนกลายเป็นผลสำเร็จนับจากนั้นมา รัฐบาลจึงบัญญัติ "วัธนธัมของผัวเมีย" นับแต่นั้นมา

 

 

 

 


เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ