ความแตกต่างของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" กับ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

Publish 2018-12-06 17:50:19


 

               บันทึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงค์จักรี กับความรู้เรื่อง ที่มาพระนามพระมหากษัตริย์ที่ทรงยังไม่ได้ผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และ ทรงผ่านพระราชพิธีแล้ว

" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "

 

 



 

ในเรื่องนี้ รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชบันทึกถึงเรื่องดังกล่าวไว้ใน "ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖" ว่า ..

             "เมื่อทูลกระหม่อมได้สวรรคตลงแล้วนั้น ได้เกิดโจทย์กันขึ้นว่าจะควรใช้ออกชื่อฉันว่ากระไร พวกเจ้านายรุ่นใหม่ มีกรมนครชัยศรี เป็นต้น ร้องว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ควรเรียกว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" แต่ท่านพวกเจ้านายผู้ใหญ่ มีกรมหลวงเทววงศ์ และกรมหลวงนเรศร์ เป็นต้น กล่าวแย้งว่า ธรรมเนียมเก่าต้องรอให้บรมราชาภิษกแล้วจึ่งเรียก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" กรมนครชัยศรีถามว่า "ถ้าเช่นนั้นแปลว่าในเวลานี้ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินฉะนั้นหรือ? ท่านผู้ใหญ่ก็ตอบอ้อมแอ้มอะไรกัน จำไม่ได้ กรมนครชัยศรีจึ่งไว้กล่าวขึ้นว่า ธรรมเนียมเก่าจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ในสมัยนี้จะปล่อยลังเลไว้เช่นนั้นไม่ได้ ชาวต่างประเทศเขาจะเห็นแปลกนัก เพราะเป็นธรรมเนียมที่รู้อยู่ทั่วกันในยุโรปว่าในประเทศที่มีลักษณะปกครองเปนแบบราชาธิปไตย พระราชาต้องมีอยู่เสมอ จนถึงแก่มีธรรมเนียมในราชสำนัก

 

 

 

             เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลงเมื่อใด ก็เป็นหน้าที่เสนาบดีกระทรวงวัง หรือผู้ที่เป็นหัวหน้าราชเสวก ออกมาร้องประกาศแก่เสนาบดีและข้าราชการผู้ใหญ่ว่า "Messeigneurs et Messeieurs Le Roi et Mort Vive le Roi" (ใต้เท้าทั้งหลายและท่านทั้งหลาย สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว ขอให้สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเจริญยิ่งๆ) ในเวลาดึกวันที่ ๒๓ นั้นจึ่งได้ไกล่เกลี่ยกันว่า ในประกาศภาษาไทยให้ใช้ออกชื่อฉันว่า "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน" แต่ในหนังสือที่มีบอกไปยังพวกฑูตใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า "His Majesty the king" กรมนครชัยศรีว่าดึกแล้วขี้เกียจเถียงซักความยาวสาวความยืดต่อไป แต่พระองค์ท่านเองไม่ยอมเรียกฉันว่าอย่างอื่นนอกจากว่า "พระเจ้าอยู่หัว"

 

            ครั้นเวลาบ่าย ๕ นาฬิกา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ฉันได้นัดประชุมพิเศษเป็นครั้งแรกที่พระโรงมุขตวันตกแห่งพระที่นั่งจักรี  เพื่อปรึกษาข้อราชการและวางระเบียบที่จะได้ดำเนินต่อไป แต่ก่อนที่จะพูดเรื่องอื่นๆ ได้กล่าวกันถึงเรื่องเรียกตำแหน่งของฉัน กรมหลวงเทววงศ์ตรัสว่าแก้ปัญหาตกแล้ว คือไปค้นในหนังสือแสดงกิจจานุกิจของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ที่เรียกกันว่า "กรมท่าตามืด") ได้ความว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเสด็จสวรรคตแล้วนั้น ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า เรียกว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" กรมพระราชวังบวร" ทันที หาได้รอจนเมื่อกระทำพิธีบรมราชาภิเษกแล้วไม่ ที่มาเกิดมีรอไว้ไม่เรียกว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ก็คือตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเสด็จขึ้นทรงราชย์ เมื่อก่อนที่กระทำพิธีราชาภิเษกหาได้ออกพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ไม่ ต่อมาจึ่งกลายเป็นธรรมเนียมไป แต่เมื่อปรากฏว่าเคยได้มีธรรมเนียมเรียกว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" พระองค์ ๑ แล้ว ก็เป็นอันว่าในครั้งนี้ควรให้เป็นไปเช่นกัน ไม่ต้องรอราชาภิเษก แต่คำว่า "มีพระบรมราชโองการ" ควรให้รอไว้ก่อน ให้ใช้ว่า "มีพระราชดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม" ไปพลาง ส่วนข้อที่ได้ใช้ในคำประกาศว่า "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน" พลาดมาแล้วนั้นเพื่อจะแก้ตัวกับฝรั่ง กรมหลวงเทววงศ์ทรงรับรองว่าจะไปกล่าวแก้ไขว่ารอไว้จนกว่าจะถือน้ำแล้วเท่านั้น

 

 

 



 

              การที่ได้ตกลงกันไปเสียได้เช่นนั้นทำให้ฉันโล่งมาก เพราะก่อนนั้นรู้สึกไม่เป็นที่เรียบร้อย ดูราวกับฉันเป็นผู้ที่ฉวยอำนาจไว้ได้แล้ว แต่ยังต้องรอรับเลือกของใครๆ ต่อไปอีกก่อนจึ่งจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ พวกฝรั่งได้ร้องถามว่า การที่ยังไม่เรียกฉันว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" นั้น แปลว่ายังไม่แน่ว่าจะได้เป็นฉนั้นหรือ? อาจจะมีองค์อื่น "เคลม" ได้อีกด้วยหรือ? พูดกันอย่างแสลงเช่น เว็สเต็นการ์ (พระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน) จึ่งได้รู้สึกเดือดร้อน และไปทูลท้วงแก่เสด็จลุง (กรมหลวงเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ) อย่างแข็งแรง ส่วนเสด็จลุงเองท่านจะได้มีความคิดอยู่ในพระทัยอย่างไรบ้างฉันก็หาทราบไม่ แต่ฉันนึกเดาเอาว่า ที่ท่านยังไม่ให้เรียกฉันว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" นั้น ดูเหมือนจะเกิดความวิตกไปว่า ผู้อื่นเขาจะนินทาได้ว่าพระองค์ท่านเห่อแหนหลาน ซึ่งเป็นธรรมดาของเสด็จลุงต้องชอบถ่อมไว้เช่นนั้นเสมอ แต่แท้จริงเมื่อคำนึงดูแล้ว ก็ควรจะต้องเห็นว่า ครั้งฉันนี้ผิดกันกับครั้งก่อนๆ ทีเดียว

 

 

           เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าทรงพระประชวรหนักนั้น มิได้มีเวลาที่จะทรงสั่งไว้ว่าให้ผู้ใดเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าในเวลานั้นทรงพระผนวชอยู่ และมีพระชนมายุเพียง ๒๐ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเป็นพระเจ้าลูกยาเธอผู้ใหญ่และเป็นผู้กำกับราชการอยู่หลายตำแหน่ง พอพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าเสด็จสวรรคต ท่านก็ทรงฉวยอำนาจไว้ได้หมด ฉะนั้นท่านจึ่งมิได้ให้ผู้ใดเรียกพระองค์ท่านว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จนกว่าจะได้กระทำพิธีราชาภิเษกแล้ว..."

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ เรื่องเล่า ภาพเก่า  ในอดีตราชบุรี. https://www.facebook.com/Ratchabui

ตัดจาก บันทึกพลิกสยาม.

จดหมายเหตุแห่งชาติ , สถาบันพระปกเกล้า

 


เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ