ร.๕ พระราชทานตราแผ่นดิน ประทับโคนต้นไม้แก้เคล็ด ดับอาถรรพ์ "ดงพญาไฟ"

Publish 2018-12-04 15:20:33


 

               “ตำนานผาเสด็จ ดงพญาไฟ” พระบารมีในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ร.๕ ตำนานของผาเสด็จ ในปีพ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมรถไฟขึ้นใน สยามประเทศ ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๓๙ ก็ได้ให้มีการดำเนินก่อสร้างเส้นทางรถไฟต่อไปยังจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการทำทางรถไฟนั้นจะต้องผ่านดงพญาไฟ ซึ่ง"ดงพญาไฟ" สมัยนั้นก็คือ "ดงพญาเย็น"

 

 

             สมัยนี้ เหตุที่เรียกว่า ดงพญาไฟ ก็เพราะในดงทึบแห่งนี้เต็มไปด้วยภยันตรายต่างๆ นานา ไม่ผิดกับเดินเข้ากองไฟ พูดง่ายๆ ว่าคนที่เดินทางผ่านดงแห่งนี้ น้อยรายจะรอดชีวิต ไม่เสียชีวิตเพราะไข้ป่า ก็เพราะถูกสัตว์ร้ายเช่นเสือสิงห์กระทิงแรดกัดจนสิ้นชีวิต

 

 



                 แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ”ผี” ผีดุเอามากๆ เล่าว่าเจ้าหน้าที่และคนงานที่สร้างทางรถไฟ ถูกผีหลอกหลอนเป็นไข้หัวโกร๋นตามๆ กันซ้ำยังมีเทือกเขาอยู่หลายแห่งขวางเส้นทาง ความจริงจะตัดหรือระเบิดอ้อมไปด้านข้างเคียงก็พอจะทำได้ แต่เส้นทางจะคดเคี้ยวดูไม่สวยงาม จึงต้องทำการระเบิดภูเขา โดยที่วิศวกรชาวฝรั่งเศส พยายามจะระเบิดทำลายเพื่อจะทำทางรถไฟผ่านอยู่หลายครั้งหลายคราแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เป็นความหนักใจให้แก่บรรดานายช่างเป็นอย่างยิ่ง เกือบจะพากันหมดอาลัยล้มเลิกความตั้งใจเสียแล้ว จึงปรึกษากันว่าควรทำอย่างไรดี

 

 

                ขณะนั้นมีท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแนะนำในทางไสยศาสตร์ว่า สถานที่แห่งนี้ คงมีผีเจ้าป่าหรือเจ้าที่เจ้าทาง ควรทำบัตรพลีเซ่นสรวง บนบานศาลกล่าว ให้องค์เทพารักษ์อนุญาตตามประเพณีไทยแต่โบราณ แต่ไม่มีใครเห็นด้วยเพราะนายช่างเป็นคนหัวใหม่ ปรากฏว่า การระเบิดภูเขาก็ไม่เป็นผลสำเร็จอยู่ดี ชาวบ้านแห่งนั้นบอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เคยแสดงมหาอิทธิฤทธิ์ปรากฏแก่ชาวบ้านและพรานให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง เช่น ถ้ามีคนตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้น หรือ ปัสสาวะบริเวณโคนไม้ใหญ่ ก็จะมีอันเป็นไป คือ ล้มป่วย เจ็บเนื้อเจ็บตัว ปวดหัว เป็นไข้ หรือเป็นลมชักน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือก ต้องหาคนไปทำกระทงบัตรพลีเซ่นสรวงขอขมา ถ้าใครไม่เชื่อล้มเจ็บถึงตายก็มี

 

             จนกระทั่งความทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) พระองค์จึงโปรดให้นำตราแผ่นดินไปประทับตรงโคนต้นไม้ใหญ่บริเวณนั้นเป็นการ เอาเคล็ด เล่ากันว่า พอต้นไม้ใหญ่แห่งนั้นถูกตราแผ่นดินพระราชทานตีประทับลงที่โคนแล้ว ก็ให้มีอันกิ่งใบแห้งเหี่ยวยืนต้นตายไป และมีพระราชกระแสรับสั่งให้นายช่างระเบิดหินต่อไป แต่ก็มีการเล่ากันว่าชาวบ้านบางคนกลัวไม่กล้าระเบิดต่อ เนื่องจากมีนายช่างและคนงานบางคนเป็นไข้ป่าเจ็บหนักจนถึงเสียชีวิต พระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) จึงโปรดเกล้าให้สร้างศาลเพียงตาขึ้นที่ใกล้เงื้อมผา การระเบิดทำทางรถไฟ จึงดำเนินต่อไปโดยไร้อุปสรรค 

            จนกระทั่งคราวนี้คณะสำรวจก็มาถึงบริเวณผาเสด็จ ก็พบต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีขนาด ๓ คนโอบ จะเลี้ยวไปทางซ้ายก็ตกเหว จะเลี้ยวทางขวาหรือก็เจอผาเขา ยากที่จะปีนจะต้องตัดต้นตะเคียนต้นนี้ออก พอตัดต้นตะเคียนก็มีคนล้มตายลงเรื่อยๆ จนไม่มีใครกล้าตัดโค่น ฝรั่งเป็นชาติที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางอยู่แล้วก็จะตัดให้ได้ ทั้งคนงานในคณะสำรวจซึ่งเป็นคนไทยส่วนมากและก็จ้างคนมามากมายแต่ไม่มีใคร กล้าตัด ความทราบถึงรัชกาลที่ ๕ ที่ทำทางรถไฟไม่สำเร็จเพราะมีอุปสรรคอย่างนั้น รัชกาลที่ ๕ ทรงตัดสินพระทัยจะเสด็จไปดูด้วยพระองค์เอง ก็เสด็จมาทางรถไฟซึ่งยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยดีแต่ก็แล่นได้ มาประทับกลางดง ซึ่งทางข้างหน้านั้นมีผาสูง รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงบวงสรวงตะเคียนต้นนั้น เพื่อขอขมาลาโทษแก่เจ้าที่เจ้าทางเพื่อที่จะทำทางรถไฟต่อไป พอตกกลางคืนก็ได้ยินเทวดา ผีป่านางไม้มาพูดกันว่า
“ เจ้าบ้านครองเมืองเขามาขอก็ให้เขาเสียเถอะ พระบารมีพระเจ้าอยู่หัวมีบุญญาธิการมากนัก ข้าจำเป็นต้องให้เขาแล้วไปหาที่อยู่ใหม่”

 

 



               ตั้งแต่นั้นมาการโค่นต้นไม้และการสร้างทางรถไฟก็เสร็จลงด้วยดี พระองค์ทรงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลจากดงพญาไฟ มาเป็นดงพญาเย็น และได้ทรงจารึก จ.ป.ร. ไว้ที่หินก้อนใหญ่ที่ผาเสด็จ หน้าสถานีผาเสด็จ ดังปรากฏมาตราบจนปัจจุบัน

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ ตามรอยพ่อ 

 


เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ