รวมสมุนไพรและสารธรรมชาติบำรุงตา จากมหาวิทยาลัยมหิดล

ข่าว
โดย จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
รวมสมุนไพรและสารธรรมชาติบำรุงตา จากมหาวิทยาลัยมหิดล

โรคต้อกระจก คือ ภาวะแก้วตาเสื่อม ซึ่งปรกติแก้วตาจะใส แต่แก้วตากลับขุ่น การที่แก้วตาที่ขุ่นลง มีผลให้กำลังเกิดการขัดขวางไม่ให้แสงเข้าตา การมองเห็นภาพไม่ชัด โรคต้อกระจกนี้ เป็นโรคทางตา ที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ต้อกระจกเกิดจากอะไร และรักษาอย่างไร เรารวบรวมความรู้โรคตามาฝากทุกท่าน

 

 

สาเหตุของต้อกระจก
ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 80% ต้อกระจกจะเกิดจากภาวะเสื่อมตามวัยหรือจากวัยชรา โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปจะเป็นต้อกระจกกันแทบทุกราย แต่อาจจะเป็นมากหรือน้อยแตกต่างกันไป เรียกว่า “ต้อกระจกในผู้สูงอายุ” (Senile cataract) และในส่วนน้อยอีกประมาณ 20% อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จากวัยชรา เช่น

 

-เป็นต้อกระจกมาแต่กำเนิด ได้แก่ ต้อกระจกในเด็กทารกที่เกิดจากแม่ซึ่งเป็นหัดเยอรมันในช่วงระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์, ต้อกระจกในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการหรือขาดอาหาร และต้อกระจกแต่กำเนิดชนิดกรรมพันธุ์ที่ไม่ทราบสาเหตุ
-เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนที่ตาอย่างแรง (โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว) เช่น การเล่นกีฬาบางประเภท อาทิ โดนลูกเทนนิสพุ่งเข้าตา โดนลูกขนไก่, การประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเชื่อมโลหะโดยไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา, การเกิดอุบัติเหตุถูกของมีคมทิ่มแทง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์แล้วถูกกระจกทิ่มแทงในตา หรือมีเศษเหล็กกระเด็นเข้าตาในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ แม้ว่าจะให้การรักษาอุบัติเหตุระยะต้นถูกต้องแล้วก็ตาม แต่อาจเป็นต้อกระจกได้ในอีก 2-3 ปีต่อมา
-โรคประจำตัวในวัยกลางคน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ โรคขาดสารอาหาร ก็มักจะเกิดต้อกระจกก่อนวัยได้
-เกิดจากความผิดปกติของตาหรือเป็นโรคเกี่ยวกับตา เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ
-เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น การใช้ยาลดความอ้วนบางชนิด การใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตียรอยด์หรือกินยาสเตียรอยด์นาน ๆ (เช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้รักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ อย่างโรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคไต โรคข้อ ถ้าผู้ป่วยได้รับยาในกลุ่มนี้อยู่เป็นประจำ ควรพึงระลึกไว้เสมอว่าตนก็อาจเป็นต้อกระจกก่อนวัยอันควรได้ เพราะมีผู้ป่วยอยู่จำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคภูมิแพ้และซื้อยามารับประทานเอง พอนาน ๆ เข้าตาก็เริ่มมัวลงเรื่อย ๆ จากการเป็นโรคต้อกระจก แต่หากหยุดใช้ยาดังกล่าว แม้ว่าต้อที่เป็นแล้วจะไม่หายไป แต่ก็ช่วยระงับไม่ให้โรคลุกลามเร็วขึ้นได้)
-เกิดจากการถูกรังสีที่บริเวณตาเป็นเวลานาน (เช่น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่เบ้าตาและรักษาด้วยรังสีบ่อย ๆ) หรือถูกแสงแดดหรือแสงอัลตราไวโอเลตเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดต้อกระจกได้เช่นกัน
-เกิดจากการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์จัด อาจทำให้เกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ
 

 

แน่นอนว่าปัจจุบันโรคตาที่เป็นปัญหากันมาก เช่น ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม (AMD) และวุ้นตาเสื่อม ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากความเสื่อมของดวงตาที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงมีการนำเอาสมุนไพรและสารจากธรรมชาติซึ่งมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างสมุนไพรและสารจากธรรมชาติ ได้แก่ 

 

 

ขมิ้น พืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารในเอเชียและใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการอักเสบมาช้านาน มีสารสำคัญ คือ curcumin ซึ่งมีผลต่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ได้แก่ cyclooxygenase-2 (COX-2), lipoxygenase, nitric oxide synthase (iNOS) และยับยั้งการผลิตไซโตไคน์ที่ทำให้เกิดการอักเสบหลายชนิด ได้แก่ TNF-alpha, interleukins, monocyte chemoattractant protein (MCP), Migration inhibitory protein นอกจากนี้ เมื่อทำการทดลองสาร curcumin มีในสัตว์ทดลองและ retina cell culture พบว่า สามารถปกป้อง retina จากแสงได้เมื่อให้หนูทดลองกินอาหารที่มี 0.2% curcumin เป็นเวลา 2 อาทิตย์  และ curcumin ในความเข้มข้น 15 M สามารถป้องกัน human retinal cell จากผลของน้ำ (H2O2) โดยการลดระดับของ reactive oxygen species (ROS) ยังมีการทดลองอีกหลายรายงานในหนูที่แสดงว่า curcumin สามารถป้องกันภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (diabetic retinopathy หรือ DR) และ ต้อกระจก

 

 

ดอกไม้หญ้าฝรั่น หรือ Saffron เป็นเครื่องเทศและใช้ในยาแผนโบราณเป็นสารต้านพิษ (antitoxic) มีสารสำคัญคือ crocin และ crocetin มีฤทธิ์เป็น antioxidant และปกป้องเซลล์จาก ROS การทดลองในหนูพบว่า saffron เพิ่มระดับ glutathione จึงสามารถลดผลเสียจากการที่หนูได้รับแสงจ้าเป็นเวลานานและสามารถป้องกันการตายของเซลล์ได้ และยังสามารถป้องกัน selenite-induced cataract ในหนูทดลองได้อีกด้วย การทดลองทางคลินิกในคนที่เริ่มเป็น จอประสาทตาเสื่อม ด้วยการให้ saffron วันละ 20 มก เป็นเวลา 90 วัน พบว่าจุดภาพชัด (macula) ในตา สามารถทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

 

 

Ginseng หรือโสม คือรากของ Panax ginseng นิยมใช้ในแพทย์แผนจีน สารสำคัญคือ ginsennosides ซึ่งเป็น steroidal saponin มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายชนิด ได้แก่ antiapoptotic, anti-inflammatory, antioxidant จากการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน พบว่า โสมแดงเกาหลีสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังจอตา จึงน่าจะเป็นประโยชน์ในลักษณะการป้องกันโรคต้อหิน นอกจากนี้สาร Rb1 และ Rg3 ยังมีฤทธิ์ยับยั้ง TNF-alpha จึงน่าจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมด้วย เนื่องจากการอักเสบเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้ การทดลองในหนูแสดงว่าโสมสามารถลดการเสื่อมของจอตาในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานได้  ลดผลที่เกิดจากการเหนี่ยวนำหนูให้เป็นต้อกระจกด้วย selenite ได้ ดังนั้นโสมจึงเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจสำหรับการป้องกันโรคตาทั้ง 4 คือ โรคต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม และภาวะเบาหวานขึ้นจอตา 

 

 

Gingko Biloba Extract (GBE) คือสารสกัดจากใบของต้นแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) ในใบมีสารสำคัญสองกลุ่มคือ เฟลโวนอยด์และเทอร์พีนอยด์ GBE เป็นอาหารเสริมที่นิยมมากที่สุดในยุโรปและอเมริกามีฤทธิ์ป้องกันการทำลายจากอนุมูลอิสระ และป้องกัน lipid peroxidation จากการทดลองพบว่า GBE สามารถป้องกันการเสื่อมของ mitochondria ป้องกันการเสื่อมของ optic nerve จึงสามารถป้องกันตาบอดในผู้ป่วยโรคต้อหิน และ ผู้ป่วยจอตาเสื่อมได้ มีการทดลองในหนูโดยให้ GBE ฉีดเข้าท้องก่อนทำลาย optic nerve พบว่าหนูที่ได้รับ GBE มีเซลล์ประสาทของจอตามากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ สาร EGB761 จากสารสกัดใบแป๊ะก๊วยยับยั้งการตายของเซลล์รับแสง (photoreceptor cell) และเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเซลล์ภายหลังถูกฉายด้วยแสงจ้า และสามารถลดการหลุดของจอตา (retinal detachment) ได้ GBE จึงมีประโยชน์ในกรณีป้องกันและรักษาโรคต้อหิน และโรคที่เกี่ยวข้องกับจอตา

 

 

Danshen    ชื่อสามัญคือ Asian Red Sage หรือตังเซียม หรือตานเซิน (Salvia miltiorrhiza) ส่วนที่ใช้คือราก ในตำรายาใช้เป็นยากระตุ้นการไหลเวียนเลือด ใช้รักษาฝี สารสำคัญคือ salvianoic acid B เป็นสารพอลีฟีนอลิกละลายน้ำและเป็น antioxidant ที่มีฤทธิ์แรงและยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในคนที่เป็นเบาหวานจะเกิดอาการอักเสบและหนาขึ้นของผนังเส้นเลือดฝอยทำให้ อนุมูลอิสระไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้จึงไปทำลายเซลล์ประสาทตา เมื่อทดลองฉีดตังเซียมเข้าไปที่เนื้อเยื่อจอตาที่ขาดออกซิเจนในหนูที่เป็นเบาหวานพบว่าสามารถป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยโรคต้อหินพบว่า ตังเซียมสามารถคงสภาพลานสายตา (visual field) ในผู้ป่วยระยะกลางและระยะปลายได้ ดังนั้น ตังเซียมจึงมีประโยชน์กับผู้ป่วยโรคตาที่เกี่ยวข้องกับ oxidative stress เช่น จอประสาทตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และต้อกระจก 

 


 

 

Quercetin    เป็นเฟลโวนอยด์ในพืชที่มีการศึกษามาก พบได้ในชาดำและชาเขียว พืชในวงศ์ผักกาด (Brassica spp.) ผลไม้หลายชนิด เนื่องจากพบว่าการบริโภคอาหารที่มีสารเฟลโวนอยด์ช่วยลดอัตราการป่วยด้วยโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอักเสบและต้านออกซิไดส์กันอย่างกว้างขวาง ในการทดสอบกับ retinal cell line พบว่า quercetin สามารถยับยั้งการอักเสบและป้องกันการตายของเซลล์ได้ ยับยั้งการเกิดเส้นเลือดใหม่ของจอตา (retinal angiogenesis) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคจอประสาทตาเสื่อม 

 

 

Resveratrol สารพอลิฟีนอลที่พบมากในเหล้าองุ่นแดงซึ่งได้รับความสนใจจากการที่คนฝรั่งเศสนิยมดื่มเหล้าองุ่นแดงกันมาก แต่กลับเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจกันน้อยกว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้มีการศึกษาผลของสารนี้ต่อเส้นเลือด และพบว่ามีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน สามารถยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ยับยั้งสารก่อการอักเสบ ยับยั้งการสร้าง endothelin ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว การทดลองในหนูยังพบว่า resveratrol ลดการทำลายของหลอดเลือดในหนูที่เป็นเบาหวานได้ จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยเบาหวานจากการป้องกันการตายของเซลล์ และในโรคต้อหิน ซึ่งเกิดจากการขาดเลือดของจอตา resveratrol ยังสามารถป้องกันโรคต้อกระจกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย selenite โดยเพิ่มระดับ glutathione และลดระดับ malonyl dialdehyde ในเลนส์ตา ดังนั้น resveratrol จึงเหมาะที่จะใช้ในการป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ต้อหิน ต้อกระจก ชึ่งล้วนเกิดจาก oxidative stress

 

 

Catechins    กลุ่มสารพอลิฟีนอลิคที่พบมาในชาเขียว ซึ่งอนุพันธุ์ที่มีมากสุดคือ epigallocatechin gallate (EGCG) เป็นสารต้านออกซิไดส์ที่มีฤทธิ์แรงมาก เมื่อฉีดเข้าไปในลูกตาพร้อมกับ Sodium Nitroprusside สามารถป้องกันเซลล์รับแสงของจอตาได้ กลไกการออกฤทธิ์ของ catechin คือกำจัดอนุมูลอิสระ (oxygen free radicals) และลดการออกซิไดส์ไลปิด เมื่อให้ EGCG ทางปากแก่หนูทดลองสามารถลดการตายของเซลล์รับภาพของจอตาจากการเหนี่ยวนำด้วยแสงได้ แสดงว่า EGCG สามารถใช้ป้องกันการเสื่อมของเซลล์รับภาพได้ catechin ที่ให้ทางปากแก่หนู สามารถยับยั้งการเสื่อมของ lens epithelium ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคต้อกระจกได้ และ EGCG มีฤทธิ์ยับยั้ง RPE migration and adhesion จึงสามารถป้องกันจอประสาทตาเสื่อมได้ ดังนั้น catechin จึงมีศักยภาพในการป้องกันจอประสาทตาเสื่อมและต้อกระจกได้ 

 

นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันจำเป็น วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น 

สารกลุ่มกรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมกา-3 เช่น กรดอัลฟาลิโนเลนิค (Alpha- Linolenic acid, ALA) มีในน้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ ( Flaxseed oil หรือ Linseed oil) มีการทดลองทางคลินิกโดยให้โอเมกา-3 วันละ 3 ครั้งๆ ละ 2 x 1000 มก และติดตามผลทุก 3 เดือนเป็นเวลา 1 ปี พบว่าสามารถลดอาการตาแห้ง ช่วยทำให้คุณภาพของน้ำตาดีขึ้น และบำรุงประสาทตา

 

วิตามินและเกลือแร่ ที่สำคัญคือ วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินบี 2 (Riboflavin) วิตามินซี และสังกะสี (Zinc) วิตามินเอเป็นสารจำเป็นในการสังเคราะห์ Rhodopsin ซึ่งเป็นเม็ดสีที่อยู่ในเซลล์ประสาทรับภาพชนิด Rod ซึ่งทำหน้าที่การเห็นภาพในที่สลัวหรือในเวลากลางคืน การขาดวิตามินเอจึงทำให้ตาบอดกลางคืน (Night Blindness)วิตามินบี 2 (Riboflavin) ช่วยในการบำรุงสายตา เยื่อเมือกตาและม่านตา ถ้าขาด จะมีอาการเลือดออกในตา ตาไวต่อแสง อาการแสบตา วิตามินซีเป็น antioxidant ที่ละลายน้ำได้และช่วยให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง American Optometric Association สรุปว่าวิตามินซีป้องกันต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้ สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องในการสร้างเม็ดสีเมลานินที่จอตา ถ้าขาดจะทำให้การมองเห็นในที่มืดไม่ดีและเป็นต้อกระจก 

 


อ้างอิงข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์ , medthai , beezab


เรื่องที่เกี่ยวข้อง