อาจารย์หมอแนะนำ “การแกว่งแขน” ช่วยลดหน้าท้อง แก้แขนชา แก้ไหล่ติด

ข่าว
โดย จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

 

 

ใครที่กำลังกังวนกับปัญหารูปร่าง อยากผอม สวย แต่ไม่มีเวลา วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ แต่ในช่วงแรกๆ เราควรออกกำลังกายเบาๆ กันก่อน เพราะอาจทำให้เจ็บตัวเอาได้ เช่นกับคลิปนี้ที่อาจารย์หมอท่านได้บอกไว้ว่าการแกว่งแขนก็คือ การออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องออกแรงมาก

 

 

และการแกร่งแขนนั้นช่วยลดหน้าท้องได้อีกด้วย แถมแก้แขนชา ซึ่งอาจารย์หมอจะมีเคล็ดลับอย่างไรไปชมพร้อมกันเลย!!

 

 

การแกร่งแขนนั้นต้องแกร่งให้ถูกวิธีอย่าแกร่งแรงจนเกินไปเพราะจะทำให้ไหล่ติด แต่ให้แกร่งเบาๆ แกร็งท้อง ขยับเท้าขึ้นลง ตามอาจารย์หมอกันได้เลย

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการแกว่งแขนจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แท้จริงได้หรือไม่ งานนี้บอกเลยว่าเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ดีต่อสุขภาพ และช่วยลดความดัน ลดเบาหวาน ลดไขมันในเลือด เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่เป็นหอบหืด แถมยังลดความอ้วนได้อีกด้วย

 

 

สำหรับการบริหารร่างกายด้วยการแกว่งแขน จะส่งผลให้เลือดลมภายในไหลเวียนสะดวก และไม่ติดขัด เนื่องจากใต้หัวไหล่ หรือรักแร้นั้นเป็นชุมทางต่อมน้ำเหลือง และการที่จะกระตุ้น ให้น้ำเหลืองไหลเวียนดี ต้องอาศัยการออกกำลังกาย ด้วยการแกว่งแขน ซึ่งจะสามารถช่วยทำให้ต่อมน้ำเหลืองได้ขยับ และน้ำเหลืองสามารถไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

 

 

การแกว่งแขนที่ถูกวิธี สามารถทำตามได้ง่ายๆ ดังนี้
1. ยืนตรง เท้าสองข้างแยกออกจากกันให้มีระยะห่างเท่ากับหัวไหล่
2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง ใช้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง
3. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลาย กระดูกลำคอ ศีรษะ และปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ
4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบลงพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึงๆ เป็นใช้ได้
5. บั้นท้ายควรให้งอขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้น หรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไปในลำไส้
6. ตามองตรงไปจุดใดจุดหนึ่ง สลัดความคิดฟุ้งซ่าน กังวลออกให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า
7. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม 30 องศากับลำตัว แล้วแกว่งไปข้างหลังแรงหน่อยทำมุม 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง นับเป็น 1 ครั้ง โดยปล่อยน้ำหนักมือให้เหมือนลูกตุ้มแกว่งแขนไปมา โดยเริ่มจากทำวันละ 500 ถึง 1,000-2,000 ครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

 

 

การแกว่งแขนแต่ละครั้ง ควรใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10 นาทีต่อครั้ง และอย่างน้อยรวม 30 นาทีต่อวัน
 


แขน=ขา
          ประโยชน์จากการแกว่งแขนที่พูดกันไปไกล บางคนถึงขั้นพูดว่าที่ช่วยให้ผอมได้เพราะเป็นศาสตร์เก่าแก่จากจีน (ซึ่งไม่คอนเฟิร์มว่าชัวร์หรือมั่วนิ่ม) นั้น คุณหมออธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า 
          "ถ้าเราอธิบายด้วยหลักทางสรีรวิทยา ส่วนที่ยื่นออกมาจากโครงสร้างหลักของร่างกายมนุษย์ก็คือ กระดูกรยางค์ แขนทั้งสองข้างก็เหมือนเป็นรยางค์คู่หน้า ส่วนขาก็เป็นรยางค์คู่หลัง ดังนั้น แขนก็เหมือนกับขา เวลาที่เราแกว่งแขนไปมาก็เหมือนเรากำลังเดินหรือวิ่งอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าโดยปกติเราไม่ได้ใช้แขนมารับน้ำหนักตัวเท่านั้น เราก็เลยไม่คุ้นเคย และไม่คิดว่ามันจะได้ประโยชน์"

 

 

ไม่ต้องแกว่งเป็นท่าก็ได้
          มีเวลาว่างจะนั่ง จะยืน หรือขณะกำลังเดินช้อปปิ้งเพลิน ๆ แค่แกว่งแขนไปด้วยก็จะเป็นการขยับร่างกายให้ได้ใช้พลังงานมากขึ้นกว่าที่เคยแล้ว ไม่ว่าจะแกว่งพร้อมกันสองข้าง แกว่งสลับกัน หรือแกว่งเป็นท่าทางตามที่โฆษณา "แกว่งมาด้านหน้าให้ผ่อน แกว่งไปด้านหลังให้ตึง" หรือ "แกว่งมาด้านหน้าให้แขนทำมุมกับลำตัว 30 องศา แกว่งไปข้างหลังเป็นมุม 60 องศา" ผลลัพธ์ก็ล้วนดีกว่าการอยู่เฉย ๆ แน่นอน ไม่ต้องสนใจว่าทำท่าไหนดีที่สุด แค่ทำในแบบที่คุณถนัดและสะดวกที่สุดก็พอแล้ว

 

5 นาที...มหัศจรรย์
          เรามักเข้าใจกันว่าแค่ออกกำลังวันเว้นวัน หรือสักสัปดาห์ละ 3-5 วันก็เพียงพอ แต่คุณหมอชาญวิทย์ ชี้ว่า ถ้าจะให้ดีต่อร่างกายจริง ๆ คุณต้องออกกำลังทุกวัน วันละประมาณ 30 นาที สำหรับสาว ๆ ที่งานยุ่งสุดขีด แบ่งเวลามาแกว่งแขนนานขนาดนี้ไม่ไหวก็แบ่งเอา จะแบ่งเป็นกี่ครั้ง ครั้งละเท่าไรก็ได้ แค่ให้ในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งใช้เวลา 5 นาทีเป็นอย่างต่ำก็พอแล้ว เพราะร่างกายจะเริ่มเผาผลาญไขมันที่สะสมเอาไว้ก็หลังจาก 5 นาทีนี่แหละ

 

 

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคง่ายๆ จาก สสส. ที่เห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมทางกาย และอยากให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี  ให้คำแนะนำว่าควรแกว่งแขนวันละประมาณ 30 นาที หรือเดินเร็ว 10 นาที แล้วพูดขณะที่เดินว่า ‘มดตัวน้อยตัวนิด มดตัวน้อยตัวนิด มดมีฤทธิ์น่าดู ยู้ฮู’

 

หากพูดได้ดี หายใจปกติ แปลว่าสมรรถภาพทางร่างกายปกติ
หากพอพูดได้ หายใจแรง แปลว่าสมรรถภาพทางร่างกายปกติ
แต่หากพูดไม่ได้ หายใจหอบ แปลว่าสมรรถภาพทางร่างกายอ่อนแอ

 

รู้อย่างนี้แล้ว รีบลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพื่อป้องกันไม่ให้ความอ้วนเข้าใกล้พุงเรากันดีกว่า

 

อ้างอิงข้อมูลภาพ สสส. , คลินิกกายภาพบำบัดผดุงศักดิ์ , รศ.นพ.ชาญวิทย์ โคธีรานุรักษ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , kapook , sanook


เรื่องที่เกี่ยวข้อง