ผลไม้เขตร้อนในตระกูลส้ม รสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด

Publish 2018-11-08 19:30:57


ผลไม้ที่เหล่าคนรักสุขภาพรู้จักและคุ้นเคยกันเป้นอย่างดี   นั้นคือ เกรปฟรุต แต่กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นเพราะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น ช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มกากใยอาหารให้แก่ร่างกาย หรือลดระดับไขมันในเลือด เป็นต้น

 

 

เกรปฟรุต ผลไม้ที่หลายๆ คนคิดว่าคือส้มโอ  แต่ความจริงแล้ว  เกรปฟรุต เป็นญาติสนิทของส้มโอเท่านั้น  ติดตามเรื่องเกี่ยวกับ  เกรปฟรุต กันครับ

 

 

Grapefruit เป็นผลไม้ตระกูล Citrus เช่นเดียวกับส้มโอของบ้านเราและมีรสชาดที่ใกล้เคียงกัน  แต่ความจริงแล้วส้มโอในบ้านเราเป็นผลไม้ตระกูล Citrus (Citrus grandis) ที่มีชื่อว่า Pomelo หรือ Citrus maxima
 



ขณะที่ เกรปฟรุต  ซึ่งเป็นผลไม้ตระกูล Citrus (Citrus × paradisi) เช่นเดียวกัน เป็นผลไม้ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เท่านั้น  โดยเป็นผลไม้ที่เกิดจากการผสมระหว่าง Pomelo หรือส้มโอกับผลไม้ตระกูล Citrus อีกชนิดหนึ่งคือ Sweet Orange (C. sinesis)

 

 

ทั้ง Pomelo และ Sweet Orange ล้วนเป็นผลไม้ท้องถิ่นของทวีปเอเซีย แต่ถิ่นกำเนิดของ  เกรปฟรุต กลับอยู่ที่ประเทศ Jamaica ในทวีปอเมริกา สาเหตุเนื่องจากเป็นการผสมข้ามพันธ์ของผลไม้ 2 ชนิดที่ถูกส่งไปขายจากทวีปเอเชีย โดยไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือใครเป็นผู้ผสม

 

 

ส่วนที่มาของชื่อ เกรปฟรุต หลายๆ คนเชื่อว่ามาจากลักษณะของผล  เกรปฟรุต ที่เป็นพวงคล้ายองุ่น แต่บางคนก็เชื่อว่ามีที่มาจากชื่อ Citrus maxima ซึ่งแปลว่าส้มผลใหญ่หรือ  เกรปฟรุต และค่อยๆ เพี้ยนเป็น  เกรปฟรุต

 

 

ลักษณะของต้นเกรปฟรุต
ต้นเกรปฟรุต เป็นไม้ผลยืนต้น สูงโดยเฉลี่ยประมาณ 5-6 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 13-15 เมตร ลักษณะของใบเกรปฟรุตเป็นใบสีเขียวเข้ม รูปร่างยาวและเรียว ส่วนดอกเป็นสีขาว มี 4 กลีบ ลักษณะของผลเกรปฟรุต ภายนอกผลเปลือกสีเหลือง รูปกลมแป้น ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร เนื้อด้านในแบ่งเป็นกลีบออกสีเหลือง

 

 

Grapefruit (เกรปฟรุต) เป็นผลไม้เขตร้อนในตระกูลส้มที่เกิดจากการผสมระหว่างส้มโอและส้มเช้ง ทำให้ลักษณะดูคล้ายกัน มีรสชาติออกเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย และอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ และเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังมีแคลอรี่น้อยและมีน้ำตาลต่ำ จึงเป็นผลไม้ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และอาจลดความเสี่ยงในการเกิดโรคบางอย่างได้ โดยมีงานค้นคว้าในด้านต่าง ๆ มากมาย ดังนี้



1.สุขภาพหัวใจ

 


    Grapefruit เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของหัวใจอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะโพแทสเซียม โดยหลายคนเชื่อกันว่าการรับประทาน Grapefruit เป็นประจำอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

    โดยงานวิจัยหนึ่งได้ทดลองให้อาสาสมัครชายหญิงที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงและเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจรับประทานผล Grapefruit สีแดงหรือสีขาว เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานเป็นเวลาต่อเนื่อง 30 วัน โดยรับประทานควบคู่กับมื้ออาหารปกติ พบว่าอาสาสมัครที่รับประทาน Grapefruit มีระดับไขมันในเลือดลดลง ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานกลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

    นอกจากนี้ ยังพบว่า Grapefruit สีแดงช่วยลดระดับไขมันได้มากกว่าสีขาว โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งนักวิจัยคาดว่าเป็นผลมาจาก Grapefruit สีแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่านั่นเอง

 

 

2.ลดน้ำหนัก

    หลายคนอาจรู้จักผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะ Grapefruit ประกอบด้วยน้ำและเส้นใยอาหารอยู่มาก ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อการลดน้ำหนักและการควบคุมอาหาร เพราะหากรับประทานในปริมาณเหมาะสมก็อาจช่วยให้อิ่มท้องได้นาน ควบคุมความหิวได้ดี และยังมีแคลอรี่น้อย โดยผล Grapefruit ขนาดกลาง 1 ลูก ให้พลังงานเพียง 52 แคลอรี่เท่านั้น

    มีงานวิจัยหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับผลการรับประทาน Grapefruit พบว่าผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีระบบเผาผลาญอาหารผิดปกตินั้นมีน้ำหนักตัวลดลงหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ จาก Grapefruit ก่อนอาหารแต่ละมื้อวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผลสดซึ่งมีน้ำหนักตัวลดลงมากที่สุด โดยลดลงประมาณ 1.6 กิโลกรัม ตามมาด้วยกลุ่มที่บริโภคน้ำ Grapefruit และผลิตภัณฑ์สารสกัดจาก Grapefruit

    นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาในอาสาสมัครชายหญิงที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานโดยให้ผู้ทดลองรับประทานผล Grapefruit ครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารแต่ละมื้อวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าผู้ทดลองมีรอบเอวและสัดส่วนระหว่างเอวกับสะโพกลดลงเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการทดลอง แต่อาจไม่เห็นผลแตกต่างชัดเจนในเรื่องของน้ำหนักตัวและสัดส่วนร่างกายเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน Grapefruit

    แม้มีการค้นคว้ามากมาย แต่ปัจจุบันก็ยังไม่อาจสรุปประสิทธิผลที่ชัดเจนของ Grapefruit ต่อการลดน้ำหนักตัวได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณแคลอรี่ของผลไม้ชนิดนี้ Grapefruit อาจเป็นประโยชน์อยู่บ้างสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งอาจเลือกรับประทาน Grapefruit แทนผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง โดยเพิ่มเข้าไปในมื้ออาหารแต่ละวันทีละน้อย ขณะเดียวกันก็ควรควบคุมอาหารที่รับประทานและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้สามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

3.โรคเบาหวาน
การรับประทาน Grapefruit อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ เพราะเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่าการรับประทานอาหารประเภทแป้ง จึงสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี

จากงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับผลการรับประทาน Grapefruit ต่อภาวะดื้อต่ออินซูลินในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนลงพุง โดยให้รับประทาน Grapefruit ในรูปแบบของผลสด น้ำคั้น และสารสกัด ก่อนมื้ออาหารประมาณครึ่งลูกเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เมื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดพบว่าอาสาสมัครที่รับประทาน Grapefruit มีระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผลสดของ Grapefruit ขณะเดียวกันงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาประสิทธิผลของการรับประทานผลไม้ต่อความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าการรับประทานผลไม้ 200 กรัมต่อวัน ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2

แม้ว่า Grapefruit จะดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดและสุขภาพโดยรวม แต่ก็ควรเลือกรับประทานผลสดของ Grapefruit เพราะน่าจะได้ประโยชน์ด้านโภชนาการสูงกว่ารูปแบบอื่น หากเป็นน้ำ Grapefruit ก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะต่อวัน โดยเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งใด ๆ ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีรับประทานอาหารที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย

 

 

********ข้อควรระวังในการรับประทาน ************
การรับประทาน Grapefruit จากอาหารหรือเครื่องดื่มในปริมาณปกตินั้นค่อนข้างปลอดภัย แต่บุคคลบางกลุ่มควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ได้แก่

1.หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน Grapefruit เพราะไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกหรือไม่


2.ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมหรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ไม่ควรดื่มน้ำ Grapefruit ในปริมาณมากโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะมีรายงานระบุว่าการดื่มน้ำ Grapefruit ทุกวัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในด้านนี้อีกมาก


3.ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือมีภาวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ควรระวังในการรับประทาน Grapefruit เพราะอาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

 


    นอกจากนี้ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทาน Grapefruit เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาเป็นประจำ เพราะ Grapefruit ประกอบด้วยสารยับยั้งเอนไซม์ Cytochrome P450 ที่มีหน้าที่ย่อยสลายยา จึงอาจเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยากับยาบางกลุ่ม เช่น
1.ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน
2.ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาป้องกันปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะใหม่ในการปลูกถ่ายอวัยวะ
3.ยาลดความดันโลหิตในกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ เช่น ยาไนเฟดิปีน เป็นต้น
4.ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน เช่น ยาซิมวาสแตติน ยาอะทอร์วาสแตติน เป็นต้น
5.ยากลุ่มคาร์บามาซีปีน
6.ยาต้านไวรัสกลุ่มอินดินาเวียร์
7.ยารักษาทางจิตเวช

 


อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้เกิดผลข้างเคียงเสมอไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสุขภาพของแต่ละคน ชนิดของยา และปริมาณในการรับประทาน Grapefruit ด้วย อย่างไรก็ตาม หากรับประทานยาใด ๆ อยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะรับประทาน Grapefruit หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทุกรูปแบบ เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

ดั้งนั้นการที่ เกรปฟรุต มีประโยชน์มากมายแต่หากเราทานผิดวิธีก้ส่งผลเสียไม่น้อยเช่นกัน เราควรทานแต่พอเหมาะพอควรไม่ควรทานมากเกินไปเพราะอย่างที่รู้กันว่าผิดเสียที่จะตามมานั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประดยชน์ต่อผู้ที่อ่าน  หากผิดพลาดประการทางเราต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย!

 


ขอบคุณข้มูลจาก : medthai.com,pobpad.com
 


เรียบเรียงโดย : ชาคริตส์ คงหาญ