สัญญาณร้าย ! มือ-เท้า เป็นเหน็บชา มีผลมาจากอวัยวะภายในผิดปกติ

Publish 2018-11-08 17:26:59


 อาการชาตามมือและเท้ามักเกิดขึ้นบ่อยๆในคนที่เริ่มมีอายุมากขึ้น บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องปกติ แต่จริงๆแล้วมีอันตรายซ่อนอยู่ 

 

 

 

         แขนซ้ายปวด เมื่อย ชา : อาจมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ

         เป็นตะคริวที่น่องเวลานอน : อาจมีปัญหาเกี่ยวกับตับ

         ปวดหัวข้างเดียว : อาจมีปัญหาเกี่ยวกับม้ามและกระเพาะอาหาร

         ไม่มีเสียง เสียงแหบ : อาจมีปัญหาเกี่ยวกับไต

นอกจากไปพบแพทย์แล้ว เราสามารถเลือกทานอาหารและกดจุดเพื่อขับพิษในร่างกาย

อาหารขับพิษในไต 

        1. ฟัก

 

 

        ฟักอุดมไปด้วยน้ำ หลังเข้าสู่ร่างกาย มันจะกระตุ้นไตให้ปัสสาวะมากขึ้น เป็นการขับสารพิษออกจากร่างกาย สามารถนำไปปรุงโดยการแกงจืดหรือผัดก็ได้ แต่พยายามให้รสเบาบาง

        2. ฮวยซัว หรือ ห่วยซัว (Chinese yam)

 

 

        แม้ว่าฮวยซัวจะช่วยบำรุงอวัยวะหลายๆส่วนได้ในเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังบำรุงไตมากที่สุด การรับประทานฮวยซัวเป็นประจำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของไตในการขับพิษ การเอาไปเชื่อมเป็นวิธีการกินที่ดี เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อต้านพิษ



จุดล้างพิษในไต 

        เป็นจุดที่ต่ำที่สุดในร่างกายมนุษย์ ถ้าสมมติว่าร่างกายเป็นตึกสูง จุดนี้ก็คือท่อระบายน้ำเสียนั่นเอง การนวดเบาๆที่จุดนี้เป็นประจำสามารถช่วยขับพิษได้

 

 

        ตำแหน่งของจุด Yongquan อยู่ที่ 1/3 ของฝ่าเท้าจากโคนนิ้วเท้า (ไม่นับนิ้วเท้า) เป็นจุดที่เซนซิทีฟมากเวลานวดอย่าออกแรงเยอะ นวดให้พอรู้สึกก็เพียงพอแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกดนวดก็คือประมาณ 5 นาที

        เวลาที่ไตขับพิษได้ดีที่สุดคือ ตี 5 – 7 โมงเช้า หลังจากร่างกายได้รับการพักผ่อนมาทั้งคืน พอถึงตอนเช้าตรู่พิษก็จะมารวมกันที่ไต เพราะงั้นตอนเช้าตรู่ควรจะดื่มน้ำเปล่าสัก 1 แก้ว เพื่อช่วยในการทำความสะอาดไต

 

 

ขับพิษในตับ กินอาหารสีเขียว

        กินอาหารสีเขียว : แพทย์แผนจีนเชื่อว่า อาหารสีเขียวจะช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น ลดความเหนื่อยล้า และความเครียดทางอารมณ์ และยังช่วยตับขับพิษด้วย แพทย์แผนจีนแนะนำให้กินส้มหรือมะนาว โดยการหั่นทั้งเปลือกเอามาทำเป็นน้ำแช่ส้มหรือมะนาวแล้วดื่มก็เพียงพอแล้ว

 

 

        โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ช่วยเพิ่มความทนทานให้ตับ : นอกจากขับพิษแล้ว ก็ยังต้องเพิ่มความสามารถในการต่อต้านพิษให้ตับด้วย ซึ่งเก๋ากี้เป็นอาหารที่ได้รับการแนะนำ มันมีคุณสมบัติปกป้องตับ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทนต่อสารพิษ การรับประทานโดนการเคี้ยวเป็นเม็ดๆดีที่สุด โดยกินวันละกำมือเล็กๆ

 

 

        จุดนวดเพื่อขับพิษในตับ : จุด Taichong บนหลังเท้าวัดจากโคนนิ้วขึ้นมา 1-2 ข้อต่อนิ้วมือ ใช้นิ้วหัวแม่มือนวด 3-5 นาทีจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย อย่าออกแรงมากเกินไป ทำสลับกันทั้ง 2 เท้า



น้ำตาช่วยขับพิษ

 

    

    เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่เคยร้องไห้ ผู้หญิงจะอายุยืนมากกว่า แพทย์แผนจีนเชื่อว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับน้ำตา และในปัจจุบันก็ได้รับการยืนยันจากแพทย์แผนตะวันตก การหลั่งของน้ำตา เหงื่อ ปัสสาวะ เป็นการบ่งบอกว่าร่างกายมีสารพิษ เพราะงั้นเวลาเศร้า หรือฟังเพลงซึ้งๆจะร้องไห้ออกมาบ้างก็ดีกับร่างกาย

ขับพิษที่หัวใจ

        1. กินอาหารขมๆ เพื่อขับพิษ 

 

 

        ขอแนะนำเม็ดบัว ไส้จะมีรสชาติขม ช่วยดับร้อนในใจ ถือว่าเป็นอาหารขับพิษในใจที่ดีที่สุด สามารถเอามาชงเป็นชา โดยชงพร้อมกับใบไผ่และปักคี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับพิษ

        2. นวดจุดขับพิษหัวใจ

        จุด shaofu อยู่บนฝ่ามือ โดยเมื่อกำมือจะอยู่ระหว่างปลายนิ้วนางกับนิ้วก้อย กดนวดบริเวณจุดนี้โดยไม่ต้องออกแรงเยอะ สลับทั้ง 2 ข้าง

        3. กินถั่วเขียวช่วยขับพิษออกทางปัสสาวะ

 

 

        ถั่วเขียวช่วยขับความร้อนออกทางปัสสาวะ ขับสารพิษออกจากหัวใจ เวลากันต้องกินเม็ดถั่วเขียวจริงๆ เช่นถั่วเขียวต้มน้ำตาล ไม่ใช่ถั่วเขียวที่เอามาบดทำขนมแล้ว

สามารถกินเป็นประจำเพื่อบำรุงหัวใจ ส่วนอาหารอย่างอื่นที่ช่วยในการขับพิษก็มีเช่นฮกเหล็ง ถั่ว ถั่วเหลือง งาดำ พุทรา เม็ดบัวและอื่นๆ

 

 

เวลาขับพิษของอวัยวะอื่นๆในร่างกาย

 สามทุ่ม-ห้าทุ่ม เป็นเวลาการขับพิษระบบภูมิคุ้มกัน (น้ำเหลือง) เวลานี้ควรจะสงบหรือฟังเพลง

 ห้าทุ่ม-ตีหนึ่ง เป็นเวลาการขับพิษของตับ ต้องนอนหลับให้สนิท

 ตี 1 - ตี 3 เป็นเวลาการขับพิษของถุงน้ำดี ต้องนอนหลับให้สนิท

 ตี 3 - ตี 5 เป็นเวลาการขับพิษของปอด เป็นสาเหตุว่าทำไมผู้ที่มีอาการไอจะไอช่วงนี้หนักมากเพราะสารพิษขับออกมาทางปอด

 ตี 5 – 7 โมงเช้า เป็นเวลาการขับพิษของลำไส้ใหญ่ ต้องขับถ่าย

 7 – 9 โมงเช้า เป็นเวลาที่ลำไส้เล็กดูดซับสารอาหารได้เป็นปริมาณมาก ต้องรับประทานอาหารเช้า คนที่กำลังรักษาร่างกายจากอาการเจ็บป่วยต้องรับประทานอาหารเช้า ตั้งแต่ก่อน 6 โมงครึ่ง คนทั่วไปที่ต้องการดูแลสุขภาพควรทานอาหารเช้าก่อน 7 โมงครึ่ง ใครที่ไม่กินอาหารเช้าควรจะเปลี่ยนลักษณะนิสัยใหม่ เพราะแม้ว่าจะกินตอน 9-10 โมงก็ดีกว่าไม่

อย่าลืมดูแลตัวเองกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงด้วยนะคะ

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : liekr


เรียบเรียงโดย : ปาริชาติ พ่วงสกุล