คนขี้ฟุ้งซ่าน อยากภาวนา "พุทโธ" แก้อย่างไร หลักภาวนาง่ายๆของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

Publish 2018-11-03 13:34:12


วิธีนึกถึงพระ จากหนังสือ "พ่อสอนลูก" ได้อธิบายเรื่องหลักการทำพุทธานุสติ โดยยกคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง ซึ่ง เนื้อความตอนหนึ่งนั้น ได้กล่าวไว้ว่า 
"...นึกถึงพระพุทธเจ้าและความดีของพระพุทธเจ้าคือ "พุทธานุสสติ"
เป็นการปฏิบัติจิตให้ว่างจากนิวรณ์ จิตมีสมาธิ มีอารมณ์สะอาด ก็ใช้วิธีคิด บางทีท่านทั้งหลายจะนึกไม่ออกว่า ความดีของพระพุทธเจ้าเยอะแยะมากจะเอาตรงไหนดี ก็ตัดสังโยชน์ ๓ ประการ แล้วก็ใช้กำลังความเป็นทิพย์ของจิตจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เลย พระรูปพระโฉมตอนไหนก็ได้ หนุ่ม สมัยกลางคน แก่ใกล้นิพพาน หรือที่นิพพานไปแล้วก็ได้ ทำจิตให้เป็นสุข

 

 



..ผู้ที่ไม่ได้ทิพจักขุญาณ ก็ใช้กำลังใจลืมตาดูพระพุทธรูป หรือหลับตานึกถึงพระพุทธรูปองค์ที่เราชอบที่สุด ทำใจให้สบาย นึกวาดภาพ ตั้งใจเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้นั่งแบบไหน สีอะไร หน้าตายิ้มแย้มแบบไหน ทรงอะไรปางไหนก็ตาม ทำแบบสบายใจ..
...ถ้านึกภาพพระพุทธรูปที่อยู่ไกลนึกไม่ออก ก็นั่งดูพระพุทธรูป องค์ที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ต้องหลับตาก็ได้หรือลืมตาดู จำภาพพระพุทธรูปแล้วก็หลับตานึกถึงก็ได้ เอาแค่สบายใจ...

 

..ขณะที่จิตยังพอใจอยู่กับพระพุทธรูป เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส และจิตว่างจากนิวรณ์ จิตก็มีอารมณ์เป็นสุข ท่านเรียกว่า " สมาธิ " และเป็น พุทธานุสสติกรรมฐานแบบคิด ถ้ามีอาการทรงตัว ท่านให้ใช้คำภาวนาและลมหายใจควบ คำว่าภาวนาที่นิยมใช้คือ " พุทโธ " แต่ถ้าใจเรานึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว จะภาวนาว่าอย่างไรก็เป็นพุทธานุสสติกรรมฐานเหมือนกัน...



อันดับแรกใช้คำภาวนาควบกับลมหายใจ คือเวลาหายใจเข้านึกตามว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกตามว่า "โธ" และการหายใจนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อย่าบังคับลมหายใจ ปล่อยให้ร่างกายหายใจตามปกติ จะหายใจสั้น หายใจยาว หายใจหนัก หายใจเบา เป็นเรื่องของร่างกาย เพียงแต่เอาจิตเข้าไปรับทราบลมหายใจเท่านั้น การที่เอาจิตเข้าไปรับทราบลมหายใจเข้าลมหายใจออก อย่างนี้มีชื่อเรียกว่า มีสมาธิในอานาปานุสสติกรรมฐาน คือมีสมาธิในเรื่องของลมหายใจ

ถ้าจิตจะรู้ลมเข้าลมออกอยู่ เวลานั้นจิตจะว่างจากกิเลส จิตก็ว่างจากนิวรณ์ มีอารมณ์เป็นสมาธิ หรือต่อไปถ้าเรานึกถึงลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวคิดว่าอาจจะได้บุญน้อยไป การนึกถึงพระพุทธเจ้าน้อยไป อานิสงส์จะน้อยก็ใช้คำภาวนาควบคู่ หรือเวลาหายใจเข้านึกตามว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกตามว่า " โธ" ทำไปเรื่อยๆ ทำแบบใจสบายๆ ทำแค่อารมณ์ใจเป็นสุข อย่าตั้งเวลาแน่นอน

เพราะเวลานี้เป็นขั้นการฝึก ถ้าตั้งเวลาว่าต้องการ 10 นาทีบ้าง 20นาทีบ้าง 30นาทีบ้าง อย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นจะเอาดีไม่ได้ ถ้าจิตเริ่มฟุ้งซ่าน ถือเวลาอยู่ก็จะมีอาการกลุ้ม แทนที่จะได้ผลดีกลับได้ผลร้าย ถ้าจะถามว่าการปฏิบัติเอาเวลาเท่าไร ก็ตอบว่าถ้าใหม่ๆไม่ควรจะใช้เวลามากเลย ใช้แค่อารมณ์เป็นสุข ขณะใดถ้ายังรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่ รู้คำภาวนาอยู่ ไม่มีอารมณ์อื่นแทรก จิตเป็นสุขใช้ได้

แต่ทว่าการภาวนาก็ดี รู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี เราจะบังคับให้จิตรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออก กับคำภาวนาตลอดเวลาที่เราต้องการนั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร?

เพราะจิตมีสภาพคิด จิตนี่ชอบคิดนอกเรื่องนอกราวมาตลอดกาลตลอดสมัย คิดมาอย่างนี้มาหลายอสงไขยกัป แล้วก็จะมานั่งบังคับว่าเวลานี้จิตจงรู้เฉพาะลมหายใจเข้าลมหายใจออก จงรู้เฉพาะคำภาวนา อาจจะทรงตัวอยู่ได้สักนาทสองนาทีอย่างมาก ประเดี๋ยวจิตก็คิดโน่นบ้างคิดนี้บ้าง ที่เรียกว่าอารมณ์ฟุ้ง ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าเรารู้ตัวว่านี่ซ่านออกนอกลูกนอกทางไปแล้ว เราก็หวลกลับมาเริ่มต้นจับใหม่ เอาใจเข้าไปรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก แล้วภาวนาตาม หายใจเข้านึก "พุท" หายใจออกนึก "โธ" อย่างนี้ใช้ได้ สลับกันไปสลับกันมา

 

แต่ปรากฏว่า ถ้าอารมณ์เริ่มจะซ่านทนไม่ไหว เกิดมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ลมหายใจก็ไม่เอา คำภาวนาก็ไม่เอา อย่างนี้จะทำยังไง?

การแก้อารมณ์ฟุ้งซ่านของ พระพุทธโฆษาจารย์ ในวิสุทธิมรรคมีอยู่ 2อย่าง

ถ้า ซ่านเกินไป บังคับไม่อยู่ ให้เลิกเสียเลย เลิกเลย ปล่อยใจตามสบายจะไปดูหนัง ดูละคร ดูโทรทัศน์ นั่งโขกหมากรุก ชาวบ้านคงไม่เล่นหมากรุกหรอกมั้ง เอ้าไม่เล่นหมากรุกก็อย่าเพิ่งไปเล่นไพ่ก็แล้วกัน เล่นไพ่เพลินไปตำรวจจะจับจะเสียสตางค์

 

จะร้องเพลงอย่างไงก็ช่าง จะมานั่งนึกว่า เอ.... ใช้เวลานิดหน่อยทำความดี เราปล่อยความฟุ้งซ่านมากเกินไปเพราะอารมณ์ใจมันเป็นความชั่ว มันก็ไม่แน่นัก ถ้าความดีถ้าเราฝืนนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท มันจะกลายเป็นอารมณ์ร้าย ถ้าฟุ้งซ่านมากเกินไป บังคับไม่อยู่ เราก็ต้องการบังคับมันไม่อยู่ตามที่เราต้องการ ความกลุ้มก็จะเกิด ในตอนนี้แหละโรคประสาทจะเกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่เขาบอกว่าทำสมาธิแล้วบ้า ทำสมาธิแล้วบ้าเพราะใช้อารมณ์แบบนี้

จาก...หนังสือพ่อสอนลูก ฉบับประจำปี ๑๘ กันยายน ๒๕๔๖ ปกสีเหลืองทอง หน้า ๓๖๕...โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน


เรียบเรียงโดย : ไญยิกา อธิคุปต์ธนวัฒ