เปิดตำนาน "องค์พระปฐมเจดีย์" ปาฏิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏต่อพระพักตร์ "กษัตริย์ ๓ รัชกาล"

Publish 2018-11-01 15:04:19


 

          องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นปูชนียสถานอันสำคัญของประเทศไทย อยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร มีประวัติความเป็นมายาวนาน เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระโคตมพุทธเจ้า องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ใหญ่ รูป ระฆังคว่ำ ปากผายมหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นมหึมาก่ออิฐ ถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร ๔ ทิศ กำแพงแก้ว ๒ ชั้น ถือเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ ๑ ของประเทศไทยอีกด้วย

 

 

          เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการบูชาของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ทางวัดกำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง วันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ รวม ๙ วัน ๙ คืน เป็นประจำทุกปี

 



 

          พระปฐมเจดีย์ หรือเดิมเรียกว่า พระธมเจดีย์ มีฐานะเป็นมหาธาตุหลวง ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยว่า พระธมเจดีย์องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อคราวที่พระสมณทูตในพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางมาเผยแผ่ศาสนายังสุวรรณภูมิก็เป็นได้ เพราะพระเจดีย์เดิมมีลักษณะทรงโอคว่ำหรือทรงมะนาวผ่าซีกแบบเดียวกับพระสถูปสาญจี แต่ปรากฏว่ามียอดเป็นแบบปรางค์ ซึ่งพระองค์ฯ มีพระราชวินิจฉัยว่า อาจมีเจ้านายพระองค์ใดมาบูรณะไว้ก็เป็นได้ ซึ่งตรงกับความในศิลาจารึกหลักที่ ๒ (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ของพระมหาเถรศรีศรัทธา อันได้กล่าวไว้ว่า พระมหาเถรศรีศรัทธาฯ ท่านทรงได้แวะมาบูรณะพระธมเจดีย์องค์นี้ ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับ เมืองราด

 

 

            เมื่อคราวที่ท่านเสด็จกลับจากศึกษาศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามใหม่ว่าพระปฐมเจดีย์ นอกจากนี้พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเผชิญกับปาฏิหาริย์ขององค์พระปฐมเจดีย์อยู่หลายครั้ง ถึงกับรับสั่งว่า "เหมือนผีหลอก" หลังจากนั้นก็ปรากฏเหตุอัศจรรย์ปาฏิหาริย์อยู่หลายครั้งและเก็บเงียบไว้ จนกระทั่งปาฏิหาริย์นี้ได้เผชิญกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังดำรงพระยศ สยามมกุฎราชกุมาร แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังสนามจันทร์

 

(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔)

 

 

          ในเรื่องนี้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านได้ระบุว่า พระปฐมเจดีย์ไม่ได้เป็นเจดีย์ที่เก่าที่สุดของสุวรรณภูมิ แต่เป็น พระมหาธาตุหลวง ในยุคทวารวดีมากกว่า เนื่องด้วยเหตุผลประกอบหลายประการ โดยเฉพาะการค้นพบเจดีย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าพระธมเจดีย์และหลักฐานลายลักษณ์อักษร ที่ระบุว่า พระเจดีย์องค์นี้ เดิม ขอมเรียก พระธม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาวขอมจริงๆ หรือชาวลวรัฐ ซึ่งสมัยนั้นเราก็เรียกว่าขอม เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง คำว่า ธม สำหรับ ชาวขอม นั้น แปลว่า ใหญ่ ตรงกับคำเมืองว่า หลวง ซึ่งเราก็เรียกพระนครธม ว่า พระนครหลวง ด้วยเหตุผลเดียวกัน นอกจากนี้วัดพระปฐมเจดีย์ยังเป็นที่พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสรีรางคารพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ และพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งบรรจุไว้ที่ผนังเบื้องหลังพระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่พระวิหารทิศเหนือ องค์พระปฐมเจดีย์

 

 

          สำหรับประวัติการสร้างพระปฐมเจดีย์มี ๒ ตำนาน เรื่องแรกว่าพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีป ได้ส่งพระมหาเถระ ๕ รูป มีพระโสณะและพระอุตตระเป็นประธานอัญเชิญพระไตรปิฎก มาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ เวลานั้นตรงกับสมัยของพระเจ้าตวันอธิราชแห่งเมืองทวาราวดี พระมหาเถระทั้ง ๕ มาขึ้นที่เมืองท่าแห่งนี้เป็นแห่งแรกในสุวรรณภูมิ จึงขนานมงคลนามว่า "นครปฐม" และเรียกสืบ ๆ กันมานับแต่บัดนั้น

 

 

         เรื่องที่สองกล่าวถึงพระยากงผู้ครองนครปฐม มีโอรสองค์หนึ่ง โหรทำนายว่าจะฆ่าพ่อ จึงให้เอาไปลอยน้ำทิ้งเสีย ยายหอมเก็บไปเลี้ยงเป็นบุตรให้ชื่อว่าพาน ต่อมาไปศึกษาศิลปวิทยาการที่เมืองราชบุรี เจ้าเมืองราชบุรีต้องชะตาจึงขอไปเป็นพระโอรส ขณะนั้นเมืองราชบุรีกับนครปฐมเป็นศึกกัน พระยาพานโตเป็นหนุ่มจึงยกทัพมาตีนครปฐม พระยากงทำยุทธหัตถีกับลูกชาย ถูกฟันตายคาคอช้าง พระยาพานเข้าเมืองได้สั่งริบของทุกอย่างเป็นราชบาท แม้แต่มเหสีและนางสนมกำนัลทั้งหมด เทวดา เห็นว่าพระยาพานทำปิตุฆาตเป็นอนันตริยกรรมแล้ว ยังจะเอาแม่เป็นเมียอีก จึงแปลงร่างเป็นแมวแม่ลูกอ่อนนอนขวางประตู พูดกับลูกถึงเรื่องพ่อแม่ที่แท้จริงของพระยาพาน พระยาพานไปเค้นถามจากยายหอม พอทราบความจริงก็โกรธหาว่ายายหอมปิดบังตน จึงฆ่ายายหอมซะอีกคน ต่อมาสำนึกผิด จึงสร้างเจดีย์สูงชั่วนกเขาเหิน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อธิษฐานขอไถ่บาป 
 



 

            นอกจากนี้ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่องค์มหาเจดีย์ นอกจากพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้พระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท มาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทรงให้ช่างหล่อเสริมจนเป็นองค์สมบูรณ์ ประดิษฐานอยู่คู่กับองค์มหาเจดีย์สืบมา ประทานนามให้ว่า "พระร่วงโรจนฤทธิ์" มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์มหาเจดีย์เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ครั้งในหลวงรัชกาลที่ ๖ ยังดำรงพระยศ สยามมกุฎราชกุมาร แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังสนามจันทร์ ทรงพบปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั้งองค์ ในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๔๕๒ และทรงมีจดหมายเหตุกราบถวายรายงานต่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ความว่า

(พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖)

"...ด้วยเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม ร.ศ.๑๒๘ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๑ เวลาดึก ๒ ยามกับ ๔๕ นาที ข้าพระพุทธเจ้าได้นั่งเล่นอยู่ที่เรือนสนามจันทร์ มีข้าราชการมหาดเล็กอยู่ด้วยจำนวนมาก เห็นองค์พระปฐมเจดีย์มีรัศมีสว่างพราวออกทั้งองค์ ดูประหนึ่งว่าองค์พระปฐมเจดีย์ ด้านตะวันตกคือด้านที่เล็งกับสนามจันทร์ทาด้วยฟอสฟอรัสพราวเรือง ตั้งแต่คอระฆังลงมาหน่อยหนึ่ง ตลอดจนยอดมงกุฎ แลยังซ้ำมีเป็นรัศมีพวยพุ่งขึ้นสูงอีกประมาณ ๓-๔ วา ปรากฏอยู่อย่างนี้ ๑๗ นาที จากนั้นก็ดับหายไป เหลือสว่างอยู่แค่ข่องมะหวดลงมาอีกกึ่งนาที ก็ดับหายหมด จนมืดแม้จะมองแต่รูปองค์พระก็ไม่เห็นถนัด ข้าพระพุทธเจ้าได้นับผู้ที่เห็นขณะนั้น ตลอดจนทหารที่อยู่ยามสี่คนเป็นจำนวน ๖๙ คน" 

 

(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕)

           พระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงมีพระราชดำรัสว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นผ่านไปทางนครปฐม ก็พบปาฏิหาริย์แบบนี้เช่นกัน มีรับสั่งให้มหาดเล็กตรวจค้นหาดูว่า มีผู้ใดแกล้งทำให้เป็นไปแบบนั้นหรือไม่ ปรากฎว่าไม่มี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้สร้าง "พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย" ภายในพระราชวังสนามจันทร์ หลังจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อใช้สำหรับทอดพระเนตรปาฏิหาริย์อีกด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : (เหตุเกิดที่วังสนามจันทร์!! เปิดที่มา "พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย" ที่ร.๖ โปรดเกล้าให้สร้างหลังจากทอดพระเนตร "ปาฏิหาริย์แห่งองค์พระปฐมเจดีย์"

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร

                          http://www.watthakhanun.com (วัดท่าขนุน) โดย พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ)

                          https://www.gotoknow.org โดย ปัญจพล ขำสัจจา

 

 


เรียบเรียงโดย : เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ