ลำดับเหตุการณ์ "ก่อนสวรรคต" รัชกาลที่ 5 !

ประวัติศาสตร์
โดย ปิยะนัย เกตุทอง วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ลำดับเหตุการณ์ "ก่อนสวรรคต" รัชกาลที่ 5 !

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ด้วยโรคพระวักกะ

โดยทางด้านเพจสาธารณะชื่อ "คลังประวัติศาสตร์ไทย" ได้โพสต์เรื่องราวไว้ดังต่อไปนี้...

 

 

เป็นบันทึกเหตุการณ์ในวันสวรรคต 23 ตุลาฯปิยมหาราชานุสรณ์ ดังนี้

"ค่ำวันเสาร์ที่22ตุลาคม พ.ศ 2453 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นที่ทราบกันอย่างภายในราชสำนักแล้วว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5ทรงมีพระอาการมิสู้ดีนัก ดังนั้นตามระเบียบบนพระที่นั่ง บันไดทางเดินจึงเต็มไปด้วยเหล่าพระราชโอรส-ธิดา พระมเหสีนางใน ที่พากันมาคอยฟังพระอาการประชวร ซึ่งในขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บนพระแท่นบรรทม ในบางเวลานั้นก็ทรงหายพระทัยเข้าออกครั้งละยาวๆ โดยหายพระทัยทางพระโอษฐ์แรงๆ พระเนตรของพระองค์เหม่อลอยไม่จับใครเสียแล้ว ทรงลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง  สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาฯทรงกราบบังคมทูลถามพระเจ้าอยู่หัวว่า"เสวยพระสุธารส(น้ำดื่ม)ไหมเพคะ"  พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตอบกลับโดยการพยักหน้า
"หม่อมฉันจะถวายพระโอสถแก้พระศอแห้งเพคะ"
ครั้งนี้พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกลับว่า"ฮือ"

 

 

แต่ทันใดนั้นพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีน้ำพระเนตรไหลออกมา คล้ายทรงพระกรรเเสง พระองค์จึงพยายามยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมาเช็ดน้ำพระเนตรด้วยพระองค์เอง  พระนางเจ้าสุขุมาลฯเห็นจึงรีบนำผ้าขึ้นมาซับน้ำพระเนตรถวาย  โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯประทับอยู่ปลายพระแท่นบรรทมคอยถวายงานนวดอยู่และรับสั่งให้หมอฝรั่งขึ้นมาถวายตรวจพระอาการ เวลาข้ามผ่านเที่ยงคืนมาเป็นวันที่ 23 ตุลาคม  หมอแต่ละคนหมั่นผลัดเปลี่ยนกันขึ้นถวายตรวจชีพจร  พระเจ้าอยู่หัวทรงหายพระทัยแผ่วเบาลงทุกทีๆ ไม่มีพระอาการกระวนกระวายแต่อย่างใด ยังคงบรรทมอยู่อย่างเดิม แต่พระเนตรของพระองค์จากที่มองคว้างอยู่ก็กลับค่อยๆหรี่แล้วหลับพระเนตรลงในที่สุด  เจ้าพนักงานลงมาตามหมอฝรั่งขึ้นไปถวายตรวจพระอาการอีกครั้ง สักพักหมอจึงทูลกับเหล่าพระมเหสีที่ประทับเฝ้าพระอาการอยู่ ณ.ที่นั้นว่า...พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเสียแล้ว
ทันใดนั้นเหล่าพระราชโอรส พระราชธิดา มเหสี สนม เจ้าจอมก็แย่งกันกรูเข้าไปดูพระบรมศพ  เมื่อเห็นแล้วก็พากันล้มลงกับพื้นนอนร้องไห้คร่ำครวญเสียงระงมไปทั่วทั้งพระที่นั่ง โดยเฉพาะพระราชธิดาที่พากันนอนทอดกายกรรแสงเป็นลมกันยกใหญ่ 

 

 

ด้านสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาฯก็ทรงประชวรพระวาโย(เป็นลม)มีอาการชักกระตุกและหมดสติ  หมอฝรั่งต้องรีบถวายยาฉีด ข้าหลวงจึงทูลเชิญขึ้นประทับบนพระเก้าอี้แล้วหามกลับตำหนักสวนสี่ฤดู 
สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯก็ทรงประชวรพระวาโยเช่นกัน ทรงพระกรรเเสงยกใหญ่มิได้สติ ข้าหลวงทูลเชิญขึ้นพระเก้าอี้แล้วหามกลับตำหนักสวนหงส์  เห็นจะมีแต่พระนางเจ้าสุขุมาลฯพระองค์เดียวที่สามารถควบคุมพระสติได้ แต่ก็ยังพระกรรแสงแข็งพระทัยนั่งเป็นประธานอยู่ปลายพระแท่นที่พระบรมศพบรรทมอยู่
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว เหล่าทหารมหาดเล็กจึงรีบเข้าปิดล้อมพระที่นั่งอัมพรสถานเพื่อถวายความปลอดภัยแก่องค์รัชทายาทซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติในวันผลัดแผ่นดิน  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุ์

 

 


จึงทูลเชิญให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธผู้เป็นองค์รัชาทายาท
เสด็จกลับลงไปยังชั้นล่างของพระที่นั่งอัมพรสถาน 
ในที่นั้นเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า เสนาบดี 
และองคมนตรียืนเข้าเฝ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน  จากนั้นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุ์ จึงคุกพระชงฆ์(คุกเข่า)ลงกับพื้นแล้วกราบถวายบังคมแทบพระบาทของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ 
และอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไป
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5ทรงประชวรด้วยโรคพระวักกะ(โรคไต)รวมพระชนมพรรษา57พรรษา"

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก - คลังประวัติศาสตร์ไทย


เรื่องที่เกี่ยวข้อง