ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม ใครชอบกิน"หอยแมลงภู่" เลี่ยงได้ควรเลี่ยง ควรทำให้สะอาดก่อนกิน

ข่าว
โดย ภนิดา การถัก วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม ใครชอบกิน"หอยแมลงภู่" เลี่ยงได้ควรเลี่ยง ควรทำให้สะอาดก่อนกิน

        หากพูดถึงอาหารการกินสำหรับมนุษย์นั้น ก็คงขาดไม่ได้เลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าปัจจุบันมีเมนูเด็ดหลากหลายมากมายมาให้เราได้เลือกซื้อ เลือกทานได้ตามใจอยากแต่ว่าการทานอาหารนั้น ก็จะมีการแนะนำอยู่มากมายว่าให้กินอาหารปรุงสุข เน้นความสะอาด เพราะกรมอนามัยก็ได้ออกมาเตือนอยู่บ่อยๆ การกินอาหารสุขๆดิบๆนั้นทำให้มีพยาธิ หรือเกิดท้องร่วงได้

 

 

หอยแมลงภู่ (Green Mussel) เป็นหอยสองฝา อาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่มีความลึก 2-8 เมตร

ถ้าดูที่เปลือกจะแยกเพศไม่ได้ ต้องดูที่เนื้อใน ตัวผู้มีสีครีม/น้ำตาลอมเหลืองส่วน ตัวเมียจะมีสีส้ม /แดง ยิ่งถ้าช่วงมีไข่จะยิ่งแดง

การเพาะเลี้ยงหอยแมลงผู้เพื่อการบริโภค มักใช้วิธี ปักหลักล่อลูกหอย หรือ แขวนบนราวเชือก ตาข่าย,แพ 

 

ประโยชน์ของหอยแมลงภู่

เป็นอาหารทะเลที่มากด้วยแร่ธาตุจำเป็นสำหรับคนเรา เช่น ธาตุเหล็ก ทองแดง สังกะสี แคลเซียม และที่สำคัญมี ไอโอดีน สูงถึง 600 ไมโครกรัม/หอย 1 กิโลกรัม (มากกว่าเนื้อหมูประมาณ 2 เท่า) กินแล้วไม่เอ๋อครับ

มี วิตามินบีรวม

มี ปริมาณโคเลสเตอรอลต่ำ (พวก กุ้ง,ปู และปลาหมึก โคเลสเตอรอลสูงนะครับ)

ให้ แคลอรี่ต่ำ เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่รวมหอยแมลงภู่ในเมนูหอยทอด และออส่วนนะคะ

 


เทคนิคการกินหอยแมลงภู่ให้ปลอดภัยไร้กังวลเเละปลอดภัย

ควรลวกในน้ำเดิอดจัด 3-5 นาที จนหอยเปิดฝาออก หรือ นึ่งนาน 5-7 นาทีซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ปลอดภัยได้หมด

ถ้าซื้อแบบที่นึ่งใส่ถุงไว้แล้วตามตลาด ควรมา นึ่งซ้ำอีกที ถึงรสชาติและเนื้อสัมผัสจะน่ากินน้อยลง แต่ก็ปลอดภัยกว่านะคะ เพราะเคยมีการตรวจหอยที่นึ่งใส่ถุงขายในตลาด พบว่ามีเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษถึง 88.9% ซึ่งเกิดจากการที่คนขายใช้เวลาลวก หรือนึ่งน้อยเกินไป 

 

 

หอยแมลงภู่ มีอวัยวะในการยึดเกาะ เรียกว่า หนวดหอย (byssal thread)ซึ่งเป็นที่สะสมของเชื้อโรค รวมทั้งสัตว์น้ำขนาดเล็กที่อาจมีพิษ เวลากินต้องใช้มือบีบฝาทั้งสองหนีบกับหนวดหอย แล้วดึงทิ้ง  อีกทั้งไม่ควรกินหอยแมลงภู่ในช่วงฤดูร้อน ( ก.พ.-พ.ค.) เนื่องจากเมื่อน้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น พวก แพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของหอยแมลงภู่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จะเห็นน้ำเป็นสีน้ำตาลแดง ที่เรียกกันว่า ขี้ปลาวาฬ (Red Tide) แพลงก์ตอนพวกนี้จะสร้างสารพิษ ไบโอท๊อกซิน (Biotoxin) ที่ทนความร้อนได้ถึงจะปรุงอาหารด้วยความร้อนพิษก็ไม่หมด กรณีนี้เคยเกิดรุนแรงในปี พ.ศ.2526 ที่บริเวณปากแม่น้ำปราณบุรี ตอนนั้นมีผู้ป่วยประมาณ 50 คน และมีเด็กเสียชีวิตด้วย 1 คน อาการที่พบ คือ ชาบริเวณปาก แล้วแผ่ลามไปอวัยวะต่างๆ แน่นหน้าอก เคลื่อนไหวลำบาก 

 

 

     หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมหอยแครงหรือหอยแมลงภู่ที่ลวกหรือนึ่งไว้แล้วพร้อมรับประทานจึงมีเชื้อโรคอยู่ สันนิษฐานว่า เป็นเพราะช่วงที่ลวกหรือนึ่งนั้นใช้เวลานิดเดียว เช่น หอยแครงในตลาดนัดลวกเพียงไม่กี่วินาที อีกทั้งน้ำที่ใช้ลวกก็ไม่เดือดแค่ร้อนๆ และไม่ได้มีการเปลี่ยนน้ำบ่อย ตอนนำหอยแครงขึ้นมาหอยยังมีเลือดสดๆ อยู่ทำให้พบเชื้อโรค

 

 

 ทั้งนี้หอยแมลงภู่ ที่นึ่งไว้แล้วที่จำหน่ายที่ตลาดนัดพบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษมากที่สุด คือ 88.9% หอยแครงที่ลวกไว้แล้วที่จำหน่ายทั้ง 3 แห่ง พบเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษทุกตัวอย่าง หอยแมลงภู่นึ่งไว้แล้วมีโอกาสพบเชื้อมากกว่าหอยแมลงภู่ที่นึ่งทันที 11.4 เท่า ดังนั้นควรเลือกบริโภคหอยแมลงภู่ที่ผ่านการให้ความร้อนที่เหมาะสมและปรุงสุกใหม่เท่านั้นนะคะ

 

 

 


เรื่องที่เกี่ยวข้อง