บทที่ 8 "ในหลวงทรงถาม พระอรหันต์ตอบ" ธรรมเทศนาครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่ถวายแด่ในหลวงร.9 ครั้งทรงผนวช

Publish 2018-10-11 15:04:11


เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวช  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) ทรงมอบหมายให้พระคุณเจ้า “พระพรหมมุนี” (ผิน สุวโจ) ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์สอนหลักธรรมพระราชทานถวายแด่ในหลวง ซึ่งในช่วงเวลานั้น พระพรหมมุนีทรงดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร


 

พระธรรมเทศนา - พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรม

ระหว่าง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ พระพรหมมุนี

 

พระธรรมเทศนาที่พระพรหมมุนีแสดงพระราชทานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร  เนื้อหามีทั้งที่เป็นบทพระธรรมเทศนาและบางตอนก็มีบทสนทนาธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสพระราชปุจฉาธรรมกับพระพรหมมุนี



วันที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชแล้วเป็นวันที่ ๘

ทรงสนทนาธรรมกับพระพรหมมุนี

เรื่อง “สัจจะ” และ “สังขาร”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :

ขณะที่ทรงผนวชอยู่นี้เรียกกันว่า “พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยที่ทรงดำรงฐานะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังมีอยู่ เป็นเพียงแต่ทรงจีวรเช่นภิกษุเท่านั้น  ขอความเห็นจากพระอาจารย์

 



พระพรหมมุนี :

เรื่องนี้ทางธรรมะเรียกว่า “สมมติ” ซ้อน “สมมติ” และ “สัจจะ” ซ้อน “สัจจะ”

ความเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เป็นสมมติอย่างหนึ่ง เรียกว่า “สมมติเทพ”  ความเป็นพระภิกษุก็เป็นสมมติอีกอย่างหนึ่งซ้อนขึ้นในสมมติเทพนั้น

ในการเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติให้เหมาะสมกับสมมตินั้นๆ  เช่น  เมื่อได้รับสมมติเป็นพระภิกษุแล้วก็ต้องปฏิบัติตามสิกขาบทของพระภิกษุโดยเคร่งครัด  จักปฏิบัติแต่หน้าที่สมมติเทพอย่างเดียวไม่ได้  แต่ถ้าหน้าที่ของสมมติเทพที่ไม่ขัดกับสิกขาบทวินัยก็อาศัยได้  เช่น  คำที่เรียกว่า “เสวย” “สรง” “บรรทม” เป็นต้น ยังใช้ได้

 

“สัจจะ” คือ “ความจริง” นั้น ตามที่ท่านอธิบายนั้นมีหลายอย่าง  แต่เมื่อกล่าวโดยหลักธรรมก็มี ๒ อย่างคือ

๑. สมมติสัจจะ  จริงโดยสมมติ  ยกย่องขึ้นให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้  เช่น  สมมติให้เป็นเทวดา สมมติให้เป็นพระอินทร์ พระพรหม  ผู้นั้นก็เป็นตามเขา สมมติเพียงแต่ชื่อ แต่ไม่ได้เป็นจริงไปเช่นนั้นด้วย  เช่น  เขาสมมติให้เป็นพระอินทร์ ชื่อพระอินทร์ก็มีอยู่แก่ผู้นั้น  แต่ผู้นั้นก็หาได้เป็นพระนารายณ์ตัวจริงมีสี่กรไม่

๒. สภาวสัจจะ  จริงตามสภาวะ  เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  เป็นดินก็เป็นดินจริง เป็นน้ำก็เป็นน้ำจริง เป็นไฟก็เป็นไฟจริง เป็นลมก็เป็นลมจริง เป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์จริง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์จริง เป็นความดับทุกข์ก็เป็นความดับทุกข์จริง เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์ก็เป็นทางให้ถึงความดับทุกข์จริง  อย่างนี้เป็นจริงตามสภาวะ

ท่านเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ปรมัตถสัจจะ”  เมื่อพิจารณาดูแล้ว เป็นชั้นของสัจจะไปแล้ว ไม่ใช่ตัวสัจจะ  เพราะปรมัตถสัจจะแยกออกเป็น “ปรมะ” แปลว่า “อย่างยิ่ง” “อัตถะ” แปลว่า “ประโยชน์” “สัจจะ” แปลว่า “ความจริง”  รวมกันแปลว่า “ความจริงอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง”  เมื่อมีความจริงที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งก็ย่อมส่องความว่า ความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์ก็มี ความจริงที่เป็นประโยชน์ก็มี  จึงได้ชั้นดังนี้

(๑) ปรมัตถสัจจะ  ความจริงที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

(๒) อัตถสัจจะ  ความจริงที่เป็นประโยชน์อย่างสามัญ

(๓) อนัตถสัจจะ  ความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์

ญาณที่เห็นอริยสัจ ๔ นั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของบุคคล เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ”  ญาณรู้เหตุรู้ผลสามัญ หลบจากเหตุที่เสื่อม บำเพ็ญเหตุที่เจริญ นี่เป็น “อัตถสัจจะ”  ญาณที่เห็นผิดจากความจริงนี่เป็น “อนัตถสัจจะ”  บุคคลผู้ปฏิบัติต้องละ “อนัตถสัจจะ” บำเพ็ญแต่ “อัตถสัจจะ” และ “ปรมัตถสัจจะ”

ในส่วนของเรื่อง “สังขาร”  สังขารแบ่งออกดังนี้ คือ

๑. สังขารส่วนเหตุที่กำลังปรุง  เรียกว่า “สังขารขันธ์”

๒. สังขารส่วนผลที่ปรุงแต่งเสร็จแล้ว  เรียกว่า “รูปขันธ์”

ในทางที่ดี เราใช้สังขารให้เป็นประโยชน์ สังขารย่อมปรุงมรรคปรุงผล  ในทางที่เลว สังขารใช้เรา เราเป็นทาสของสังขาร ย่อมเป็นอันตรายถึงความพินาศ
..........................................

อ้างอิงข้อมูลจาก - บันทึกพระราชกรณียกิจ ๑๕ วัน แห่งการทรงผนวช ๒๒ ตุลาคม - ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙, หนังสือ “พระราชพิธีและพระราชกิจในการทรงผนวช ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๔๙๙”, เรียบเรียงโดย ขวัญแก้ว วัชโรทัย


เรียบเรียงโดย : วีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์