ตอนที่ 6 ไขอดีต “ไม้จันทน์หอม” กับลำแสงอัศจรรย์เหนือฟากฟ้ากุยบุรี

Publish 2018-10-11 01:15:27


บันทึกหยาดน้ำตา...ตุลาวิปโยค

ย้อนรอยช่วงเวลาแห่งความวิปโยคของปวงชนชาวไทย

โดย  ส. สุทธิพันธ์

 

ตอนที่ 6  ไขอดีต “ไม้จันทน์หอม” กับลำแสงอัศจรรย์เหนือฟากฟ้ากุยบุรี

 

ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น นอกจากการเตรียมการด้านต่างๆ สำหรับพระราชพิธีพระบรมศพแล้ว การสร้างพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็เป็นงานสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนเป็นอันดับต้นๆ เพราะต้องเสาะหาไม้จันทร์หอมซึ่งเป็นไม้มงคลชั้นสูงให้ได้ลักษณะตามต้องการ ทั้งยังต้องใช้เวลานานในการแกะสลัก เพื่อให้ได้พระโกศที่มีลวดลายประณีตอ่อนช้อย และงดงามสมพระเกียรติที่สุด

ไม้จันทน์หอม จัดเป็นไม้มงคลหนึ่งในจตุชาติสุคนธ์ หรือ ของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง ได้แก่ กฤษณา กะลำพัก จันทน์ และดอกไม้หอม และเนื่องจากไม้จันทน์เป็นไม้มีคุณค่าและหายาก จัดเป็นไม้มงคลชั้นสูง จึงนำมาใช้ในงานพระราชประเพณีที่ต้องเชิดชูพระเกียรติยศ และในเวลาที่ถวายพระเพลิง เนื่องจากไม้จันทน์มีจุดเด่นที่ความหอม ซึ่งในสมัยก่อนยังไม่มีการฉีดยา กลิ่นหอมของไม้จันทน์จึงช่วยรักษาศพไม่ให้มีกลิ่นเหม็นได้ แต่เนื่องจากไม้จันทร์หายากและมีราคาแพง จึงมักนำมาใช้เฉพาะกษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น

ในอดีต นอกจากไม้จันทน์จะถูกนำมาแกะสลักลวดลายขึ้นเป็นพระโกศไม้จันทน์ และนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงในพิธีพระราชทานเพลิงหรือถวายพระเพลิงแล้ว “ท่อนจันทน์” ยังเป็นอุปกรณ์ในการประหารพระราชวงศ์อีกด้วย ที่เรียกว่า “การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์” นั่นเอง

 



“การสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์” เป็นวิธีการประหารชีวิตพระราชวงศ์ไทยที่เริ่มปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินพระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์องค์แรกของอยุธยา ดังมีบัญญัติไว้ในกฎมนเทียรบาล กฎหมายตราสามดวง ฉบับชำระในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ว่า

“ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชีวิตไซร้ ให้ส่งแก่ทะลวงฟันหลังแลนายแวงหลังเอาไปมล้างในโคกพญา นายแวงนั่งทับตักขุนดาบ ขุนใหญ่ไปนั่งดู หมื่นทะลวงฟันกราบสามคาบ ตีด้วยท่อนจันทน์แล้วเอาลงขุม นายแวงทะลวงฟันผู้ใดเอาผ้าทรงแลแหวนทองโทษถึงตาย เมื่อตีนั้นเสื่อขลิบเบาะรอง”

เหตุที่ต้องมีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ก็ด้วยคติความเชื่อของคนไทยโบราณว่าหากพระโลหิตของเจ้าครองนครหยดลงสู่พื้นจะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ดังนั้น เมื่อมีเหตุให้ต้องสำเร็จโทษเจ้าครองนคร หรือพระมหากษัตริย์ด้วยการประหารชีวิต จึงไม่อาจใช้วิธีการตัดศีรษะแบบคนสามัญได้ ต้องสำเร็จโทษด้วย “ท่อนจันทน์” เพื่อให้สมพระเกียรตินั่นเอง อย่างไรก็ตาม การประหารด้วยวิธีดังกล่าวได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

 

 

ส่วนหลักเกณฑ์การเลือกไม้จันทร์หอมเพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตามโบราณราชประเพณีจะเน้นต้นจันทน์ที่ยืนต้นตายเองโดยธรรมชาติหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าตายพราย เพราะจะให้กลิ่นที่หอมมากกว่าไม้จันทร์ที่ยังเป็นอยู่ ไม่มีรอยฟันหรือรอยตัดที่ทำให้ตาย ใบจะร่วงหมด แต่กิ่งก้านยังอยู่ครบ ผิวนอกผุเปื่อยแล้วเหลือแต่แก่นไม้ สีของต้นจะออกเทาๆ สีอ่อนลงจากเดิม

 



เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคตนั้น ทางอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้จัดเตรียมไม้จันทน์หอมที่จะใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพไว้ 19 ต้น ซึ่งเมื่อคณะผู้แทนจากสำนักพระราชวังได้เข้าไปสำรวจก็คัดเลือกไว้ 4 ต้น และกำหนดไว้ว่าในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งเป็นฤกษ์งามยามดีจะทำพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม

ครั้นถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ก่อนที่จะมีการบวงสรวงหนึ่งวันก็มีเหตุการณ์ประหลาดขึ้น!  

 

              

 

“เวลาประมาณ 17.10 น. หลังเสร็จภารกิจขณะที่ออกมาทานข้าวกัน ผมเองก็เหลือบไปเห็นแสงประหลาด เป็นลำแสงสีน้ำเงินขนาดใหญ่ 3 เส้น แยกเป็นแฉกออกมา ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ก็ชี้ให้คนอื่นๆ ดู ทิศทางของแสงมาจากทางตะวันตก ตอนแรกผมก็เข้าใจว่ามาจากฟากพม่า แต่พอดูอีกทีแล้วมันยังไม่พ้นยอดเขาตะนาวศรี นั่นแสดงว่าอยู่ฝั่งไทย ก็เลยมาดูว่าทิศทางมันอยู่ตรงไหนกันแน่ มองจากจุดที่นั่งทานข้าวมันก็ตรงกับป่ากุยบุรีพอดี ซึ่งเป็นที่ที่วันรุ่งขึ้นเราต้องไปประกอบพิธีบวงสรวงตรงนั้น ปรากฏว่ามีคนส่งภาพมาถามว่าภาพที่ถ่ายจากจุดที่ประกอบพิธีเป็นแสงจริงหรือเปล่า ผมก็เลยเอา 2 ภาพนี้มาประกบกันก็เกิดความกระจ่างเลยว่าแสงมันลงตรงนั้นจุดที่ประกอบพิธีพอดี พอดีเป๊ะเลยครับ ที่รู้ว่ามันพอดีเพราะมีภาพเจ้าหน้าที่กรมโยธากำลังปูพรมสีแดงอยู่ก็เลยรู้ว่าลงตรงนั้น ในทีมงานก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น เจ้าหน้าที่กรมโยธา อส. มีทหารไปประมาณ 4-5 หน่วยก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทราบแค่ว่ามันมีลำแสงผิดปกติสีน้ำเงินก็ถ่ายรูปกันไว้(นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ปากโป้ง” ทางช่อง 8)

 

 

ลำแสงประหลาดที่ปรากฏขึ้นบริเวณจุดตัดไม้จันทน์หอมดังกล่าวคงอยู่นานประมาณ 10 นาที และเนื่องจากลำแสงนี้เกิดขึ้นในยามที่ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆบดบังทัศนียภาพ ทำให้เห็นลำแสงขนาดใหญ่ที่พาดยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกไปสุดปลายขอบฟ้า จนถึงเทือกเขาตะนาวศรีได้อย่างชัดเจน  

และด้วยเป็นสิ่งไม่อาจอธิบายที่มาได้ จึงนำไปสู่การเรียกขานของสื่อ ถึงลำแสงประหลาดที่ปรากฏเหนือฟากฟ้ากุยบุรีในครั้งนั้น ด้วยชื่อต่างๆ กัน เช่น อัศจรรย์ลำแสงสีฟ้า...แสงส่งสู่ฟ้า...และ...ลำแสงพระราชา เป็นต้น เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกเทิดทูนในพระบารมีของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจคนไทยพระองค์นี้นั่นเอง


เรียบเรียงโดย : ส.สุทธิพันธ์