ทำทุกวันก่อนนอน! 6 วิธีรักษาอาการตามัว ปวดหัวจากไมเกรนง่ายๆด้วยตัวเอง

ข่าว
โดย จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปวดหัว เป็นอาการที่ทุกคนต่างเคยเจอ ไม่ว่าจะปวดมากปวดน้อย อาการปวดหัวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผลของโรคไมเกรน พฤติกรรมจ้องหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ โดยเฉพาะเหล่าพนักงานออฟฟิศที่มักจะรู้สึกปวดหัว ปวดตา ล้าสายตากันอยู่บ่อย ๆ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับอาการปวดหัวก่อนว่ามีแบบไหนบ้าง

 

1.อาการปวดหัวที่มาจากเส้นประสาทฟัน

 


หากมีปัญหาสุขภาพฟันก็อาจจะทำให้มีอาการปวดหัวร่วมด้วย โดยจะให้ความรู้สึกปวดหัวได้ทั้งสองข้างหรือข้างเดียวก็ได้ และจะปวดเหมือนมีอะไรมารัดที่ศีรษะ และมีอาการปวดรอบกระบอกตา ร้าวไปจนถึงแถวกรามและขากรรไกร  

 

2.อาการปวดหัวที่มาจากความเครียด

 


อาการปวดหัวประเภทนี้ จะรู้สึกปวดขมับทั้งสองข้างเหมือนมีแรงกดจากภายใน แต่จะไม่ปวดแบบตุบๆ บางรายจะรู้สึกปวดที่บริเวณต้นคอ หลัง และไหล่ร่วมด้วย

 

3.อาการปวดหัวแบบไมเกรน

 


จะมีอาการปวดหัวข้างเดียว และจะปวดมากจนอาจมีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนร่วมด้วย แต่ในบางรายก็อาจจะปวดหัวได้ทั้งสองข้าง แต่จะปวดแบบตุบ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

 

4.อาการปวดหัวจากโรคไซนัสอักเสบ

 


จะมีอาการคล้ายตอนเป็นหวัด แต่อาการปวดหัวนี้จะปวดแบบหน่วง ๆ บริเวณหน้าผาก กระบอกตา รวมทั้งบริเวณโหนกแก้มด้วย

 

5.อาการปวดหัวจากการขาดคาเฟอีน

 


เป็นอาการปวดหัวหากไม่ได้รับสารคาเฟอีนในชาหรือกาแฟในช่วงเวลาที่เคยรับประทาน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดหัวตื้อๆ และรู้สึกหนักหัว ร้าวไปจนถึงบริเวณกระบอกตา ในบางรายอาจจะมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย

 

6.อาการปวดหัวช่วงเป็นประจำเดือน

 


ฮอร์โมนก็มีส่วนสำคัญทำให้เกิดอาการปวดหัวได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอาการปวดหัวเมื่อมีประจำเดือน และมีไข้ทับระดู ซึ่งอาการปวดหัวนี้จะมีก่อนหรือหลังประจำเดือนมา ประมาณ 2 – 3 วัน ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นอาการไมเกรนในระยะเริ่มแรกได้อีกด้วย

 

7.อาการปวดหัวแบบเรื้อรัง

 


จะมีอาการปวดหัวแบบหน่วง ๆ ติดต่อกันมากกว่า 15 วันต่อเดือน หรือจะมีอาการปวดหัวมากกว่า 3 เดือน ร่วมกับมีอาการเป็นไข้ และจะปวดเมื่อร่วมกับบริเวณคอและไหล่ร่วมด้วย

 

8.อาการปวดหัวแบบรุนแรงและเฉียบพลัน

 


จะรู้สึกปวดหัวเหมือนได้รับแรงกระแทกที่หัว จะรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง รวมทั้งมีอาการชาบริเวณใบหน้า ลิ้น และปาก รวมทั้งมีอาการหน้ามืดแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาจมีผลมาจากความดันโลหิตสูง หรือเนื้องอกก็ได้

 

แต่วันนี้เรามีวิธีนวดรักษาอาการไมเกรน อาการตามัว ปวดหัว แถมยังเป็นการนวดที่ช่วยให้รอยตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้าหายไปอีกต่างหาก มาดูเคล็ดลับการนวดแก้ไมเกรนจากคลิปวิดีโอนี้กันเลย


โดยคลิปนี้เป็นวิธีนวดแก้ไมเกรน อาการปวดศีรษะ ปวดตา ของอาจารย์สุวัฒน์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำวิธีการนวดแก้ปวดขมับ รักษาอาการปวดหัวไมเกรน ปวดตา ตามัวด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยอาจารย์ได้บอกไว้ว่า การนวดนี้เป็นเสมือนการบริหารกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง อีกทั้งยังช่วยบริหารสายตาให้มีความคงที่มากขึ้น จากที่สายตาสั้นอยู่แล้วจะไม่สั้นไปมากกว่าเดิม หรือสายตายาวก็จะไม่ยาวขึ้นด้วย ที่สำคัญอาจารย์สุวัฒน์ยังบอกอีกด้วยว่า หากนวดตามคำแนะนำทุกวัน นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะแล้ว ยังช่วยลดเลือนรอยตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้าได้อีกด้วย

 

1. เริ่มจากประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ใช้นิ้วโป้งคลำหาเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งตึงให้เจอ

 

 

2. เมื่อเจอเส้นแข็งบริเวณต้นคอแล้ว ให้ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างนวดคลึงไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2-3 นาที หรือจนกว่าเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งจากการหดเกร็งจะคลายตัวจนนิ่มลง โดยการนวดจุดนี้จะช่วยคลายความเมื่อยล้าของสายตาได้เป็นอย่างดี

 

 

3. หากรู้สึกเมื่อยนิ้วโป้งสามารถเปลี่ยนท่ามาใช้อุ้งมือนวดเส้นแข็งแทนได้

 

 

4. นวดเส้นกล้ามเนื้อท้ายทอยจนคลายตัวแล้ว ให้เปลี่ยนมากดจุดเจ็บบริเวณกกหู โดยใช้นิ้วโป้งคลำดูเส้นกล้ามเนื้อที่แข็งและนูนออกมา ณ จุดนี้

 

 

5. ค่อย ๆ ใช้นิ้วโป้งกดจุดเจ็บเบา ๆ พยุงศีรษะอีกด้านไว้ด้วยมืออีกข้าง แล้วกดจุดพร้อมกับเงยศีรษะขึ้นข้างบน ท่านี้อาจทำให้มีเสียงในกกหูหรือมีอาการหูอื้อ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเป็นผลจากการที่เรากดจุดเท่านั้น อีกสักพักอาการจะหายไปเอง

 

 

6. เมื่อกดจุดเจ็บจนรู้สึกดีขึ้น ให้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างคลำหาเส้นที่แข็งบริเวณด้านหลังศีรษะ โดยคลำไล่ขึ้นไปด้านบน

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก อาจารย์สุวัฒน์ , honestdocs
ขอบคุณคลิปจาก อาจารย์สุวัฒน์


เรื่องที่เกี่ยวข้อง