“ข่าวลือ” และ “เรื่องจริง” ที่ยากจะยอมรับ "13ตุลา วันน้ำตานองแผ่นดิน" ตอนที่3

Publish 2018-10-08 22:55:11


 ย้อนไปเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2559

                คงไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะสร้างวิตกกังวลใจให้กับคนไทย ได้มากเท่ากับแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง ถึงพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยเริ่มแถลงการณ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 กระแส “ข่าวลือ” เรื่องพระอาการประชวรของพระองค์ท่านที่อยู่ในระดับ “วิกฤต” ก็เล็ดลอดออกมาจาก “วงใน” และแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วในทันทีที่ข่าวนี้ได้ถูกนำเข้าสู่โลกโซเชียล

ข่าวลือ...ที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนและตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ

 



ข่าวลือ...ที่ทำให้หัวใจของคนไทยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ปนเปไปด้วยความร้อนรุ่มวิตกกังวลสารพัด

ข่าวลือ...ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์คนไทยจำนวนมากพานเคืองและโกรธ “แหล่งข่าว” ซึ่งมาจากหลากหลายที่มาโดยเฉพาะในโลกโซเชียล เพราะคิดว่าต้นตอของข่าวมาจากผู้ไม่หวังดีที่สร้างเรื่องปล่อยข่าวลือเพื่อหวังทำลายเบื้องสูง


หนึ่งในกระแสข่าวเรื่องพระอาการประชวรที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยที่สุดก็คือ ข่าวที่มาจากนายแพทย์ท่านหนึ่งที่ทำหน้าที่ถวายการดูแลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ถึงพระอาการประชวรที่อยู่ในขั้น “น่าวิตก”ของพระองค์ท่าน

และผลของการออกมาให้ข่าว “ก่อนเวลาอันควร” แทนที่จะรอการประกาศอย่างเป็นทางการของสำนักพระราชวัง ก็ทำให้นายแพทย์ท่านนั้นถูกเลิกจ้างในเวลาต่อมา ด้วยเหตุผลที่ว่า “นำข้อมูลคนไข้มาเปิดเผย” ซึ่งผิดจรรยาบรรณแพทย์

นับว่าการทำให้เกิด “ข่าวลือ” ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องล่อแหลมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมองในแง่จรรยาบรรณ หรือในแง่ผลที่กระทบที่จะตามมา เนื่องจาก “คนไข้” ทรงอยู่ในฐานะ “ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ” ซึ่งแน่นอนว่าข่าวนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อ “ความรู้สึก” ของคนไทยทั้งชาติแบบ...เต็มๆ!

เพราะคำว่า “ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจ” นี้ ไม่ใช่ฐานะที่แต่งขึ้นเพื่อยกย่องให้ดูดีเท่านั้น แต่มีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งต่อความรู้สึกของคนไทย เพราะไม่ว่าเราจะยืนอยู่ที่มุมใดของประเทศ ความรู้สึกที่ว่าได้อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้เปรียบเสมือน “พ่อของแผ่นดิน” ก็ทำให้คนไทยรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และภาคภูมิใจได้เสมอในทุกๆ วัน

 

หรือแม้แต่นักกีฬาผู้กำลังเข้าสู่เกมการแข่งขันระดับนานาชาติ พระบรมฉายาลักษณ์ที่ถูกยกชูขึ้นเหนือศีรษะด้วยความจงรักภักดีพร้อมกับเปล่งคำว่า “ทรงพระเจริญ!” หรือ “สู้เพื่อพ่อ!” นั้น ประดุจมนต์คาถาที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้นักกีฬาชาวไทยพลันมีพละกำลัง มีเรี่ยวแรง และมีกำลังใจพร้อมฮึดสู้อย่างไม่คิดชีวิตอีกครั้ง

เหล่านี้ล้วนเป็นปาฏิหาริย์แห่ง “พระบารมีปกเกล้า” ซึ่งเกิดจากความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทุกผู้ทุกนามโดยแท้



ลองถามคนไทยที่มี “หัวใจไทย” ดูว่า...ถ้าคุณฝันถึงในหลวงหรือพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จะเกิดความรู้สึกอย่างไร?

เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนกัน คือ มีความสุข และพ่วงไปถึงความรู้สึกเบิกบานด้วยความปีติในใจว่า ความฝันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี...เหมือนจะมีโชค

ในทางกลับกัน เมื่อได้ฟัง “ข่าวลือ” ถึงพระอาการประชวรซึ่งอยู่ในขั้น “น่าวิตก” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นที่รักเทิดทูน และเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของพสกนิกรทั้งประเทศ คนไทยจะรู้สึกอย่างไร? ...แน่นอนว่าทุกคนล้วนวิตกทุกข์ร้อนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ กับ “ข่าวลือ” อันน่าหวาดหวั่นซึ่งออกมาจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเหลือเกินเช่นนี้

                ในอดีต คติความเชื่อของการปกครองระบอบ “เทวราชา” จะยึดถือโดยเคร่งครัดว่า พระมหากษัตริย์คือ “สมมติเทพ” ซึ่งมีความแตกต่างจากคนธรรมดา คือไม่ป่วยไข้ ไม่ตาย และไม่มีความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เช่น อ้วนขึ้น หรือผอมลง ด้วยเหตุนี้ในอดีตจึงห้ามถามพระอาการประชวรของพระมหากษัตริย์ และเมื่อสิ้นพระชนม์ก็ไม่ให้ใช้ศัพท์ที่หมายถึงคำว่า ตาย แต่เรียกว่า ไปสวรรค์ (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช) และเนื่องจากความเชื่อเรื่องฐานะของพระมหากษัตริย์ซึ่งเสมอด้วยพระเป็นเจ้านี้เอง ทำให้ในสมัยก่อนแม้แต่ทรงพระประชวรก็ไม่มีการออกข่าวหรือประกาศพระอาการประชวร เพิ่งจะเริ่มกระทำเมื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง



อย่าว่าแต่ชั้นพระมหากษัตริย์เลย แม้ในท่ามกลางศึกสงคราม ข่าวเรื่องความเจ็บป่วยหรือการเสียชีวิตของแม่ทัพหรือที่ปรึกษาคนสำคัญ ก็ยังมีผลต่อขวัญกำลังใจที่ฝ่อลงของทหารในกองทัพ ในขณะที่ทหารฝ่ายตรงข้ามกลับยิ่งฮึกเหิมเพิ่มกำลังใจมากขึ้น ดังเช่น ในพงศาวดารจีนเรื่อง “สามก๊ก” กุนซือคนสำคัญของฝ่าย “จ๊กก๊ก” อย่าง “ขงเบ้ง” ซึ่งกำลังเจ็บหนักจึงต้องสั่งการกับทหารไว้ว่า หากแม้นตนเสียชีวิตลง ก็อย่าให้ทหารในกองทัพแสดงอาการโศกเศร้าออกมาเป็นอันขาด แต่กลับให้ตีกลองร้องเพลงสนุกสนานเฮฮาเหมือนกับว่าตนยังมีชีวิตอยู่ ทั้งนี้ เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ให้ “เกรง” ในบารมีของมังกรเฒ่าผู้มีสติปัญญาแจ้งฟ้าจบดิน จนไม่กล้าบุกเข้ามาชิงชัยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นองค์ประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้กฎระเบียบในการนำเสนอข่าวสารต่างๆ จะไม่เคร่งครัดเหมือนในอดีต แต่แน่นอนว่าสำหรับพระมหากษัตริย์ผู้ทรงวางพระองค์ใกล้ชิดกับประชาชน และทรงปฏิบัติต่อราษฎรเสมือนพ่อที่ห่วงใยดูแลความเป็นอยู่ของลูก ดังเช่นในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์นี้ ข่าวเรื่องพระอาการประชวรของพระองค์ท่านจึงย่อมมีผลต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศอย่างแน่นอน

แม้ที่สุดแล้ว “ข่าวลือ” นั้นจะเป็นความจริง แต่ถึงวันนี้...หัวใจคนไทยก็ยังไม่อยากยอมรับในความจริงที่แสนเจ็บปวดนี้อยู่ดี

สภาพของคนที่ “หัวใจสลาย” เป็นอย่างไร ประชาชนชาวไทยล้วนรับรู้ร่วมกันแล้ว เมื่อคราวสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 นั้นเอง


เรียบเรียงโดย : ส.สุทธิพันธ์