tnews_1486104243_4967.jpg

ธุดงค์จนเกือบตาย!! บทพิสูจน์พระแท้ของ "หลวงปู่ดูลย์" บนเส้นทางวิบากที่ไม่ได้โรยด้วยดอกไม้เหลืองสะพรั่ง!!

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ http://www.partiharn.com/
กลุ่มข่าว /




การบวชของ "หลวงปู่ดูลย์ อตุโล" นั้น ท่านมิได้มีเจตนาที่จะรุ่งโรจน์ทางด้านปริยัติธรรมหรือด้านการปกครอง ถึงแม้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสสมหาเถระ จะตั้งความหวังไว้ว่าต้องการให้หลวงปู่ดูลย์เป็นผู้นำในการเผยแพร่และปกครองเสมือนเป็นหูเป็นตาแทนท่านในเขตเมืองสุรินทร์ก็ตาม  เพราะเนื้อแท้และความปรารถนาอย่างแท้จริงของหลวงปู่ดูลย์ก็คือ "การออกปฏิบัติบำเพ็ญความเพียรท่ามกลางความวิเวก" ต่างหาก

ด้วยความตั้งใจอันนี้ เมื่อ "หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม" ออกปากชวนให้ออกจาริก "ธุดงค์" ไปตามป่าเขาในภาคอีสาน จึงสอดรับกับความต้องการของหลวงปู่ดูลย์อย่างดียิ่ง

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เมื่อพระอาจารย์มั่นได้ออกธุดงค์อีกครั้ง หลวงปู่สิงห์และหลวงปู่ดูลย์จึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะสละละทิ้งการเรียนการสอนเพื่อออกจาริกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นไปทุกหนทุกแห่งจนตลอดฤดูกาลนอกพรรษานั้น

ตามธรรมเนียมธุดงค์กรรมฐานของพระอาจารย์มั่นนั้นมีอยู่ว่า  เมื่อถึงกาลเข้าพรรษาจะไม่ให้จำพรรษารวมกันมากเกินไป  แต่ให้แยกย้ายกันไปจำพรรษาตามสถานที่วิเวก ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นป่า เป็นเขา โคนไม้ ลอมฟาง เรือนว่าง หรืออะไรก็ตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ละคณะ  เมื่อออกพรรษาแล้วก็จะประชุมกัน  หากทราบข่าวว่า พระอาจารย์มั่นอยู่ ณ ที่ใด ก็จะพากันไปจากทุกทิศทางมุ่งตรงไปยังที่นั้นเพื่อแจ้งถึงผลของการประพฤติปฏิบัติที่ผ่านมา  เมื่อมีอันใดผิด พระอาจารย์ใหญ่ก็จะช่วยแนะนำแก้ไข  อันใดถูกต้องดีแล้ว ท่านก็จะแนะนำข้อกรรมฐานให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อใกล้ฤดูกาลเข้าพรรษา คณะของหลวงปู่สิงห์ที่ประกอบด้วยพระอาจารย์บุญ พระอาจารย์สีทา พระอาจารย์หนู และหลวงปู่ดูลย์ ก็แยกย้ายจากพระอาจารย์มั่น พาหมู่คณะไปแสวงหาที่สงบวิเวกเพื่อบำเพ็ญเพียรในช่วงเข้าพรรษาต่อไป โดยเดินธุดงค์เลียบเทือกเขาภูพานไปเรื่อยๆ จนถึงป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์  เมื่อพิจารณาเห็นว่าสภาพป่าแถวนั้นมีความเหมาะสมที่จะจำพรรษาก็จึงอธิษฐานอยู่จำพรรษา ณ สถานที่นั้น และดำเนินข้อวัตรปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของพระอาจารย์ใหญ่อย่างสุดชีวิต

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

 

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล



ป่าท่าคันโทแถบเทือกเขาภูพานในสมัยนั้นยังรกทึบ คลาคล่ำไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด  บางชนิดก็ดุร้าย  แต่ที่ร้ายกาจก็คือมีไข้ป่าชุกชุม ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ไข้หนาว"  ใครก็ตามที่เป็นจะมีอาการหนาวสั่นเหมือนมีคนจับกระดูกเขย่าให้โยกคลอนไปทั้งกาย

ผลปรากฏว่า  ยกเว้นพระอาจารย์หนูเพียงรูปเดียวที่ไม่ถูกพิษไข้หนาวเล่นงานเอา  นอกนั้นต่างก็ล้มป่วย ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสด้วยกันทั้งสิ้น

ในท่ามกลางป่าทึบดงเถื่อนเช่นนั้น หยูกยาอะไรก็ไม่มี จึงได้แต่เยียวยาช่วยกันรักษากันไปตามมีตามเกิด  จนกระทั่งถึงกลางพรรษา พระรูปหนึ่งก็ถึงแก่มรณภาพไปต่อหน้าต่อตา...ยังความสลดสังเวชให้กับหมู่เพื่อนเป็นอย่างยิ่ง!!

อย่างไรก็ตาม ความตายมิอาจทำให้เกิดความหวั่นไหวในหมู่พระนักปฏิบัติทั้งสี่รูปที่เหลืออยู่ ...

เมื่อจัดการฝังสรีระของพระสหธรรมิกแล้ว ต่างรูปต่างก็รีบเร่งความเพียรให้หนักยิ่งขึ้น เสมือนหนึ่งจะช่วงชิงชัยชนะเหนือความตายที่รุกคืบใกล้เข้ามา

เบื้องหน้าคือความตาย... เบื้องหน้าคือความยากลำบาก... เบื้องหน้าคือการลาจากพระสหธรรมิกที่ร่วมเส้นทางกันมา... นับเป็นบททดสอบอันเด็ดขาดที่ต้องเผชิญเป็นครั้งแรกในชีวิตการธุดงค์ของหลวงปู่ดูลย์!!

แต่เมื่อต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น หลวงปู่ดูลย์ก็ได้เผชิญกับความตายอย่างเยือกเย็น

ความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ การเผชิญกับโรคาพยาธิ ขณะที่หยูกยาก็ขาดแคลนอย่างน่าใจหาย  หลวงปู่ดูลย์จึงเกิดความคิดขึ้นในใจว่า สิ่งที่จะพึ่งได้ในยามนี้ก็มีแต่ "พุทธคุณ" เท่านั้น  แม้ท่านจะได้รับพิษไข้อย่างแสนสาหัส แต่ด้วยใจที่อดทนและมุ่งมั่น ท่านจึงได้รำลึกถึงพระพุทธคุณ แล้วตั้งสัจวาจาอย่างแม่นมั่นว่า

"ถึงอย่างไรตัวเราคงไม่พ้นเงื้อมมือแห่งความตายในพรรษานี้แน่แล้ว ... แม้เราจะตายก็จงตายในสมาธิภาวนาเถิด!"

จากนั้น หลวงปู่ดูลย์ก็เริ่มความเพียร ตั้งสติให้สมบูรณ์เฉพาะหน้า ดำรงจิตให้อยู่ในสมาธิอย่างมั่นคงทุกอิริยาบถ พร้อมทั้งพิจารณาความตาย โดยมิได้ย่อท้อพรั่นพรึงต่อมรณภัยที่กำลังคุกคามมาถึงตัวในไม่ช้านี้เลย

เมื่อไม่หวาดหวั่นต่อความตายเช่นนี้แล้ว... ความตายจะมีความหมายอะไรอีกเล่า!!

 

---------------------------------------------------------------



ที่มา : www.atulo.org/history/history008.htm

ณัฐวุฒิ/สำนักข่าวทีนิวส์ : รายงาน













ข่าวที่เกี่ยวข้อง