tnews_1486096522_7603.jpg

ซาบซึ้งในน้ำพระทัยสมเด็จย่า! ทรงช่วยจำหน่ายดอกป๊อปปี้ด้วยพระองค์เองเสมอ แม้ประชวรก็ไม่ทรงทอดทิ้ง ...3 กพ.วันดอกป๊อปปี้บาน เพื่อทหารผ่านศึก

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ http://www.partiharn.com/
กลุ่มข่าว /




ประวัติความเป็นมา

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก

ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

          

ถึงแม้ว่ามูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มีอายุครบ 45 ปีแล้วในปี 2556 แต่คนทั่วไป ก็ยังไม่ค่อยรู้จักมูลนิธิฯ เท่าไรนัก บางคนเคยได้ยินชื่อ แต่คิดว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก หลายคนคงอยากรู้และมีคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับมูลนิธิฯ  เราก็ขอถือโอกาสนี้เล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง

 

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ เริ่มก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปของสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2511 มีชื่อย่อว่า ส.ค.ท. ผู้ริเริ่มก่อตั้งได้แก่ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร เมื่อครั้งติดตามจอมพลถนอม กิตติขจร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปเยี่ยมเยียนทหารที่ออกปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน ท่านผู้หญิงจงกลเห็นและเข้าใจความทุกข์ยากลำบากใจของทหารเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นห่วงครอบครัวที่อยู่แนวหลัง ทั้งความเป็นอยู่และรายได้ของครอบครัว ยิ่งถ้าเป็นผู้นำครอบครัวต้องเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บ พิการทุพพลภาพ ครอบครัวจะลำบากมากขึ้น  นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกขึ้นเพื่อช่วยเขาเหล่านั้น



ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ชื่อย่อว่า มสคท. และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517  มสคท. จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  โดยมีหม่อมเจ้าหญิงดวงทิพโชติ์ อาภากร ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิฯ และมีกรรมการ ประกอบด้วยรองประธาน  กรรมการจัดการ  เลขานุการ  เหรัญญิก  และกรรมการฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 30 คน  มีกรรมการจัดการเป็นผู้ประสานใน

การบริหารงานของทุกฝ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งตราสารของมูลนิธิฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2520มูลนิธิฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงรับมูลนิธิฯ ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตามที่คณะกรรมการขอพระราชทาน

 

  ส่วนวิธีการที่จะหาทุนคณะกรรมการสโมสรฯ  ได้เห็นว่าในต่างประเทศถือดอกป๊อปปี้เป็นดอกไม้ของทหารผ่านศึก เนื่องจากเป็นดอกไม้สีแดงที่ขึ้นในบริเวณหลุมฝังศพทหารในสมรภูมิฟลานเดอร์สในยุโรป   สีแดงของดอกไม้จึงเปรียบเสมือนสีเลือดของทหารที่ได้หลั่งลงบนสมรภูมินั้น  จึงได้คิดทำดอกป๊อปปี้ประดิษฐ์ออกจำหน่ายในวันที่ระลึกของทหารผ่านศึกในประเทศไทย  ซึ่งตรงกับวันที่ 3  กุมภาพันธ์ ทุกปีและเป็นการหาทุนเพียงปีละครั้งเดียวเท่านั้น

 

 

ใครบ้างที่มาช่วยทำดอกป๊อปปี้

  เริ่มแรกถึงปัจจุบันคนที่มาช่วยทำดอกป๊อปปี้ได้แก่ภรรยาข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เป็นอาสาสมัครสโมสรฯในอดีตและมูลนิธิฯในปัจจุบันมาช่วยกันทำดอกป๊อปปี้ทุกวันอังคาร บางคนก็รับงานไปทำที่บ้าน แล้วนำกลับมาส่งในสัปดาห์ต่อไป แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มสคท.ได้ให้ครอบครัวทหารผ่านศึกรับดอกไม้ไปทำ โดยคิดค่าจ้างให้เป็นรายดอกซึ่งปีหนึ่ง ๆ จะมีครอบครัวทหารผ่านศึกมารับดอกไม้ไปทำเป็นจำนวนมาก ทำให้ครอบครัวมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้น  ก็ถือว่าเป็นการสงเคราะห์ที่ให้แก่ครอบครัวทหารผ่านศึกโดยตรงทีเดียว

อาสาสมัครของมสคท. จะมาร่วมกันทำดอกป๊อปปี้สำหรับเตรียมไว้จำหน่ายในแต่ละปี  เป็นการทำงานล่วงหน้าหลังจากหมดเทศกาลดอกป๊อปปี้บานในเดือนกุมภาพันธ์ พอประมาณเดือนมีนาคมก็เริ่มทำไปจนกระทั่งถึงวันออกจำหน่ายในปีถัดไป  ดอกป๊อปปี้ที่ทำก็มีหลายแบบ  เป็นดอกเดี่ยว ๆ บ้าง  แบบเข้าช่อก็มีทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่  ทำใส่กระถางหรือแจกันเล็ก ๆ แบบน่ารัก ๆ ก็มี



สมเด็จย่า ทรงนำดอกป๊อปปี้ไปจำหน่ายด้วยพระองค์เอง

เป็นเรื่องน่าปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งสำหรับกรรมการและอาสาสมัครทุกคนของมสคท.   ก็คือการที่

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี องค์อุปถัมภ์ของมูลนิธิฯ  ได้มีน้ำพระทัยเมตตาทรงนำดอกป๊อปปี้ไปจำหน่ายด้วยพระองค์เองทุกปี ทุกครั้งที่เสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรตามต่างจังหวัดก็มิได้ทรงละเว้น ที่จะทรงนำดอกไม้ไปจำหน่ายด้วย แม้แต่ในปีสุดท้ายที่ทรงประชวรและประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ก็รับสั่งให้มูลนิธิฯ ส่งดอกป๊อปปี้ไปถวายเพื่อทรงจำหน่ายแก่แพทย์และพยาบาลรวมทั้งประชาชนที่ผ่านไปมาด้วย

ทุกครั้งจะมีเงินจากการทรงจำหน่ายมาพระราชทานแก่มูลนิธิฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเราทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

 

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช

"จงช่วยเหลือทหารผ่านศึกเพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้ได้"  

 

ช่วยกันอุดหนุนดอกป๊อปปี้ เพื่อทหารผ่านศึกกัน ปีละครั้งเท่านั้น เงินทุกบาททุกสต่างค์จะได้ไปสู่ทหารกล้าที่เคยปกป้องบ้านเมืองไทยของเรา

 

ข่าว :ไญยิกา เมืองจำนงค์ (ทีมข่าวปัญญาญาณ ทีนิวส์)

 













ข่าวที่เกี่ยวข้อง